Headlines

สนง.ค้นหาและช่วยชีวิตอินโดฯ ชี้ “แอร์เอเชีย” น่าจะจมอยู่ “ก้นทะเล”

เครื่องบินแอร์เอเชียซึ่งสูญหายไปพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 162 คนระหว่างเดินทางจากเมืองสุราบายาไปยังสิงคโปร์เมื่อเช้าวานนี้ (28 ธ.ค.) น่าจะประสบอุบัติเหตุตกและจมลงสู่ก้นทะเลแล้ว หัวหน้าสำนักงานค้นหาและช่วยชีวิตแห่งชาติอินโดนีเซียแถลงล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ (29) พร้อมยอมรับว่าอินโดนีเซียไม่มีเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการค้นหาและกู้ซากเครื่องบินที่จมอยู่ใต้ทะเลลึก

“จากการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และผลการประเมินจุดตกในทะเล ข้อสันนิษฐานในเวลานี้คือ เครื่องบินน่าจะจมอยู่ก้นทะเล” บัมบัง โซลิสตโย ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน

“นี่คือข้อสันนิษฐานในเบื้องต้นเท่านั้น และอาจแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ขึ้นอยู่กับการประเมินผลการค้นหาของเรา”

โซลิสตโยชี้ว่า อินโดนีเซียไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น เช่น ยานดำน้ำ สำหรับการกู้ซากเครื่องบินที่จมอยู่ก้นทะเล แต่ก็พร้อมจะประสานขอความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ หากมีความจำเป็น

“เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีจำกัด ผมจึงได้แจ้งไปยังรัฐมนตรีต่างประเทศ ในกรณีที่เราอาจจะต้องหยิบยืมเครื่องไม้เครื่องมือจากชาติอื่นๆ ที่พร้อมจะช่วยเหลือ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ”

เครื่องบินแอร์บัส A320-200 หายไปจากจอเรดาร์ระหว่างเส้นทางจากเมืองสุราบายาทางตะวันออกของเกาะชวาไปยังสิงคโปร์ หลังนักบินแจ้งศูนย์ควบคุมขอเพิ่มระดับความสูง

โจโก มูรโย อัตโมโจ ผู้อำนวยการฝ่ายขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย ระบุว่า เที่ยวบิน QZ8501 บินอยู่เหนือทะเลชวาที่ความสูง 32,000 ฟุต และกัปตันได้ขอเพิ่มระดับความสูงเป็น 38,000 ฟุตเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มเมฆ แต่ไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากมีเครื่องบินอีกลำที่บินอยู่ด้านบน หลังจากนั้นเพียง 5 นาทีคือเวลา 6.17 น. ของเช้าวันอาทิตย์(28) เครื่องบินก็ขาดการติดต่อกับศูนย์ควบคุม

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุบัติภัยทางอากาศร้ายแรงครั้งที่ 3 ในปีนี้ ถัดจากโศกนาฏกรรมเครื่องบิน MH370 และ MH17 ของมาเลเซียแอร์ไลน์ส

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Flightradar24.com ซึ่งให้บริการติดตามเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ พบว่า ในเวลานั้นมีเครื่องบินโดยสารอีกหลายลำบินอยู่ในบริเวณดังกล่าวที่ความสูงตั้งแต่ 34,000-36,000 ฟุต ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินชี้ว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักบินจะขอเปลี่ยนแปลงระดับความสูงเพื่อหลีกเลี่ยงพายุฝนในภูมิภาคนี้

“ประสิทธิภาพในการบินขึ้นอยู่กับอุณหภูมิภายนอกตัวเครื่อง หากความสูงเพิ่มขึ้น อุปกรณ์เรดาร์แบบ static อาจมีน้ำแข็งเกาะ ทำให้นักบินอ่านค่าผิดพลาด” นักบินของสายการบินแควนตัสผู้หนึ่งซึ่งมีประสบการณ์บินในภูมิภาคนี้มานาน 25 ปี กล่าว

ในภาวะฉุกเฉินเช่นนี้ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้านักบินแก้ไขสถานการณ์ผิดพลาด และกัปตันจะต้องพยายามควบคุมเครื่องบินให้อยู่ จนอาจไม่มีเวลาส่งสัญญาณแจ้งปัญหาไปยังศูนย์ควบคุม

บรรดานักบินซึ่งถกเถียงกันในโลกออนไลน์ต่างพุ่งประเด็นไปที่ข้อมูลเรดาร์ทุติยภูมิในมาเลเซีย ซึ่งระบุว่า เครื่องบินลำที่หายไปพยายามไต่ระดับความสูงด้วยความเร็ว 353 น็อต ซึ่งช้ากว่าที่ควรจะเป็นถึง 100 น็อตในสภาพอากาศเลวร้าย

“ที่ระดับความสูงดังกล่าว ใช้ความเร็วแค่นั้นถือว่าอันตรายมาก” จอฟฟ์ โทมัส ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินจากนครซิดนีย์ ให้สัมภาษณ์ต่อรอยเตอร์

“ด้วยอากาศที่เบาบาง ปีกของเครื่องบินจะไม่สามารถพยุงตัวเครื่องให้ลอยอยู่ได้ และจะเกิดภาวะร่วงหล่น (aerodynamic stall)”

สิงคโปร์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ได้ส่งเครื่องบินและเรือออกช่วยค้นหาเครื่องบินซึ่งคาดว่าจะตกเหนือทะเลชวา ขณะที่สหรัฐฯ ก็ได้ประกาศแล้วว่าพร้อมช่วยเหลือเช่นกัน

 

ความคิดเห็น

comments

ใส่ความเห็น