Tuesday, 20/8/2019 | 8:37 UTC+7
i-News

ห่วงเด็กไทย IQ-EQ ลด เหลื่อมล้ำสูง

เวทีสานพลังสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย ​ชี้ โอกาสทองสร้างคุณภาพคน ต้องปูคุณภาพ ช่วง 0-5 ปีแรก ​เผยสถานการณ์เด็กไทยน่าห่วง IQ – EQ ลด ความเหลื่อมล้ำเขตเมือง ชนบทสูง ทำเด็กไอคิวต่ำ แนะเชื่อมโยง 3 ระบบหลัก บริการสุขภาพ-จัดการการเรียนรู้-บริหารพื้นที่ ลดช่องวางและความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.​ที่ โ​รงแรมเซนทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุม “สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย: ปฐมวัย…คุณภาพที่สร้างได้” ​โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานจากภาครัฐด้านนโยบาย ท้องถิ่น ​ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ครู​ อาจารย์ นักการศึกษา ผู้ปกครอง กว่า 1,500 คน เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานสร้างเสริมสุขภาวะของเด็กปฐมวัยให้มีความยั่งยืนต่อไป

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า การวางยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาให้ประชากรมีคุณภาพ จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งครรภ์ และพัฒนาให้สมช่วงวัยตลอดทุกช่วงอายุ ทั้งปฐมวัย วัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ​ การสร้างรากฐานชีวิต จึงต้องเริ่มตั้งแต่เด็กปฐมวัย คือ ตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี ถือเป็นช่วงเวลาทองที่พัฒนาการมนุษย์ถูกสร้างและพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากพลาดในช่วงนี้ไปก็จะไม่สามารถเรียกกลับคืนมาและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของชีวิตที่เหลือ ​การลงทุนใน​ช่วงอายุ 0-5 ปี จะได้รับผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น และจะได้ผลตอบแทนคืนกลับมาอีก 7 เท่า จากการมีทักษะที่ดีขึ้น ผลการเรียนที่ดีขึ้น รายได้ที่สูงขึ้น การเจ็บป่วยที่ลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสังคมสงเคราะห์ และอาชญากรรมที่ลดลง​

ทพ.กฤษดา กล่าวต่อว่า สถานการณ์คุณภาพเด็กปฐมวัยของไทย มีแนวโน้มลดลงในทุกด้าน จากการสำรวจของกรมอนามัย ปี 2557 เด็กมีพัฒนาการไม่สมวัยถึงร้อยละ 27.5 ​ ด้านผลการสำรวจสถานการณ์ความฉลาดทางอารมณ์ (​EQ) ​ลดลงจากเฉลี่ย 45.12 จุดในปี 2554 เหลือเฉลี่ย 44.21 จุด ​ในปี 2557 ส่วนสติปัญญา(IQ) ลดลงจากเฉลี่ย 98.59 จุด​ในปี 2554 เหลือเฉลี่ย 93.1 จุด ในปี 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กที่อาศัยอยู่ในนอกเขตเมือง มี IQ เฉลี่ย 89.18 จุด ขณะที่เด็กในเขตเมืองมี IQ เฉลี่ยเท่ากับ 100.33 จุด ​แสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการรับบริการและการดูแลเด็กปฐมวัยระหว่างเด็กไทยเขตเมืองและเขตชนบท ซึ่งมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ เช่น แม่วัยรุ่น ภาวะโภชนาการ ปัญหาสุขภาพ การได้รับธาตุเหล็กและไอโอดีน การได้รับนมมารดา การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของรัฐ

ทั้งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมาก ดังตัวอย่างเช่นการที่รัฐบาลสนับสนุนเงินเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครอบครัวที่ยากจน คนละ 400 บาทต่อเดือน แต่การดูแลเด็กปฐมวัยก็ยังคงมีช่องว่างอยู่มาก ส่วนหนึ่งเพราะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกัน โดยมีกระทรวงที่เกี่ยวข้องถึง 5 กระทรวง ซึ่งจำเป็นต้องทำงานให้เชื่อมโยงและประสานกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่ผ่านมายังมีอุปสรรคในการประสานงานกัน สสส. จึงได้เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงการทำงานที่เป็นช่องว่าง และรอยต่อเหล่านี้ โดยเข้ามาสนับสนุนการทำงานวิชาการ การสร้างโครงการนำร่องที่สามารถเชื่อมโยงการทำงาน การประสานให้เกิดเวทีการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งการทำให้งานเหล่านี้ลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการจริง เพื่อให้เกิดผลในการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างแท้จริง

นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุน​สุขภาวะเด็ก ​เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า สสส. ​โดยสำนักสนับสนุน​สุขภาวะเด็ก ​เยาวชน และครอบครัว ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอนาคตเด็กไทย (แรกเกิด – 5 ปี) โดยลดช่องว่าง​ของระบบและกลไกที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย 3 ระบบ ได้แก่ ระบบบริการสุขภาพ ระบบการจัดการเรียนรู้ และระบบการบริหารจัดการระดับพื้นที่ในทุกระดับ ตั้งแต่ ชุมชน ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด จนถึงระดับชาติ ให้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมและเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต” ของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของคน ตั้งแต่ปฐมวัย เด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ เพื่อให้คนไทย มีความพร้อมทั้งร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสติปัญญาที่รอบรู้ และมีจิตใจที่สำนึกคุณธรรม จริยธรรม มีความเพียร มีภูมิคุ้มกันต่อความเปลี่ยนแปลง

“การประชุมครั้งนี้ สสส. และภาคีเครือข่าย มุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ในการทำงานดังนี้ 1.สร้างและขยายเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น บุคลากรด้านการศึกษา บุคลากรด้านสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย 2.สร้างความตระหนักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย 3.นำเสนอบทบาทและวิธีการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยที่หลากหลาย และเป็นรูปธรรม และ 4.สื่อสารให้สาธารณชนและสังคมมีความเข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ” นางเพ็ญพรรณ กล่าว

ขอบคุณ FM100.5

ความคิดเห็น

comments

About