ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่ามาตรการต่อต้านชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศ จะช่วยปกป้องสหรัฐอเมริกาจากผู้ก่อการร้าย แต่ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (31 มกราคม) กลับพบว่ามีชาวอเมริกันไม่ถึง 1 ใน 3 ที่เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้อเมริกาปลอดภัยขึ้น
โพลซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30-31 ม.ค. พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 2 เท่านั้นที่เห็นด้วยกับคำสั่งบริหารของทรัมป์ ซึ่งนอกจากจะกีดกันชาวมุสลิมแล้ว ยังส่งผลให้โครงการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาตั้งถิ่นฐานถูกระงับเป็นเวลา 120 วันด้วย
ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่ว่าคำสั่งของเขาจงใจกีดกันชาวมุสลิม โดยระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้ “ระบบคัดกรองแบบเข้มข้น” (extreme vetting) เพื่อปกป้องประเทศและพรมแดน
“มันไม่เกี่ยวกับศาสนา…แต่เป็นเรื่องของการก่อการร้าย และการปกป้องประเทศของเราให้ปลอดภัย” ทรัมป์ อ้างในการแถลงทั้งที่คำสั่งดังกล่าวห้ามดังกล่าวที่ลงนามเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (27 มกราคม) ระบุชัดห้ามพลเมืองส่วนใหญ่ของทั้ง 7 ประเทศ แต่เปิดทางให้พลเมืองศาสนาอื่นในประเทศเหล่านั้นเข้าสหรัฐอเมริกาได้
จากการสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอสพบว่า ผู้ตอบคำถามเพียงร้อยละ 31 เชื่อว่าการห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศช่วยให้พวกเขารู้สึก “ปลอดภัยขึ้น” ขณะที่ชาวอเมริกันมากถึงร้อยละ 26 ที่กลับรู้สึกว่า “ปลอดภัยน้อยลง” ไปอีก
ร้อยละ 33 เห็นว่าคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนที่เหลือตอบว่า “ไม่รู้”
ภายใต้คำสั่งบริหารของทรัมป์ ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียจะถูกห้ามเข้าสหรัฐฯ อย่างไม่มีกำหนด ส่วนพลเมืองอิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมนจะถูกห้ามเข้าอเมริกาเป็นเวลา 90 วัน
แกนนำพรรครีพับลิกันบางคนเตือนว่า มาตรการกีดกันชาวมุสลิมของ ทรัมป์ อาจส่งผลเสียต่ออเมริกาเอง เพราะกลุ่มก่อการร้ายอาจนำไปใช้เป็นข้ออ้างดึงดูดแนวร่วม
“ไม่ว่ารัฐบาลจะมีเจตนาหรือไม่ แต่คำสั่งบริหารนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า อเมริกาไม่ต้อนรับชาวมุสลิม” ส.ว.จอห์น แม็กเคน และ ส.ว.ลินด์ซีย์ เกรแฮม ระบุในคำแถลงร่วม
โพลรอยเตอร์ยังพบว่า ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับคำสั่งของ ทรัมป์ ร้อยละ 49 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 41
หากเจาะจงไปที่ความเห็นของผู้สนับสนุนแต่ละพรรค ฐานเสียงเดโมแครตร้อยละ 53 “ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง” กับมาตรการของทรัมป์ ขณะที่ฐานเสียงรีพับลิกันกลับมีเพียงร้อยละ 51 บอกว่า “เห็นด้วยมาก”
ผลสำรวจชิ้นนี้สรุปว่า ฐานเสียงเดโมแครตมีแนวโน้มมากกว่าพวกรีพับลิกันถึง 3 เท่าเศษๆ ที่จะกล่าวว่า “สหรัฐฯ ควรรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเข้าประเทศต่อไป” ในขณะที่ฐานเสียงรีพับลิกันก็มีแนวโน้มที่จะกล่าวว่า “การแบนคนจากประเทศมุสลิมคือสิ่งจำเป็นในการสกัดกั้นลัทธิก่อการร้าย” มากกว่าพวกเดโมแครต 3 เท่าเช่นกัน
เชรีล ฮอฟฟ์แมน วัย 46 ปี จากเมืองซูเมอร์ดัก มลรัฐเวอร์จิเนีย ระบุว่า เธอพอใจมากเมื่อรู้ว่า ทรัมป์ สั่งห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ
“ฉันเข้าใจว่าประเทศนี้เกิดมาจากผู้อพยพ… ได้โปรดเถอะ ฉันเข้าใจ… แต่ฉันกลัวว่าเงินภาษีของฉันจะถูกดึงไปช่วยผู้ลี้ภัยเหล่านั้น” เธอบอก
เวโรนิกา บูเอเตล วัย 57 ปี จากเมืองกรีน รัฐโอไฮโอ กลับรู้สึกตรงกันข้าม
“เรามีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่น่ากลัวก็จริง แต่ก็มีวิธีอื่นๆ ที่ดีกว่าในการสกัดกั้นผู้ก่อการร้าย”
เวสตี เอ็กมอนต์ ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการผู้อพยพ (Immigrant Integration Lab) มหาวิทยาลัยบอสตัน ชี้ว่า ชาวอเมริกันรู้สึกหวาดระแวงผู้ลี้ภัยและผู้อพยพมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามานั้นเปลี่ยนจากชาวยุโรปตะวันออกไปเป็นประเทศอย่างอิรัก โซมาเลีย และอัฟกานิสถาน
“การเพิ่มขึ้นของผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้มากพอจะเป็นที่สนใจ และสร้างความไม่สบายใจแก่คนบางคนที่รู้สึกอึดอัดกับความหลากหลายรอบตัวพวกเขา” เอ็กมอนต์ กล่าว
อย่างไรก็ดี คนอเมริกันส่วนใหญ่คิดตรงกันว่า รัฐบาลไม่ควรจะให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ลี้ภัยชาวคริสต์อย่างที่ ทรัมป์ กำลังทำอยู่ ผู้ตอบคำถามร้อยละ 56 (ประกอบด้วยฐานเสียงเดโมแครตร้อยละ 72 และรีพับลิกันร้อยละ 45) ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ จะเปิดประตูต้อนรับเฉพาะผู้ลี้ภัยชาวคริสต์ แต่ไม่รับชาวมุสลิม
เมื่อวันอังคาร (31) รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า พลเมืองอิสราเอลที่เกิดในประเทศอาหรับยังสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ตามปกติ
โพลรอยเตอร์/อิปซอสสรุปจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 50 รัฐผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 1,201 คน แบ่งเป็นฐานเสียงเดโมแครต 453 คน และรีพับลิกัน 478 คน
ผลสำรวจนี้มีช่วงความเชื่อมั่น (credibility interval) คลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% และไม่เกิน 5% หากแบ่งตามพรรค
