โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวยกย่อง “อาแว เตาะสาตู” อุสตาซที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตเป็น “วีรบุรุษสันติวิธี” ระบุให้ความร่วมมือแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ต่อเนื่อง 13 ปี ก่อนถูกยิงเสียชีวิตหลังเสร็จการละหมาดตะรอเวี๊ยะเดินออกจากมัสยิดจะกลับบ้าน
จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธปืนยิง นายอาแว เตาะสาตู อายุ 54 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดบริเวณหน้ามัสยิด ม.5 ต.ปูโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ขณะผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นอุสตาซ หรือครูสอนศาสนา กำลังเดินลงจากมัสยิด โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำของวันอังคาร (20 มิถุนายน)ที่ผ่านมานั้น
ความคืบหน้าล่าสุด วันพุธ (21 มิถุนายน) ที่ห้องแถลงข่าวศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และพี่น้องประชาชน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติ และครอบครัวของ นายอาแว เตาะสาตู ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญทางศาสนาอิสลาม ที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้อง
ซึ่งเกิดจากการกระทำของกลุ่มคนร้ายที่มีพฤติกรรมแบบสุดโต่ง เผด็จการ และก่อการร้าย ที่สร้างความเดือดร้อน และความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์มาอย่างต่อเนื่องตลอด 13 ปีที่ผ่านมา โดยแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้มาลงโทษตามกระบวนยุติธรรมโดยเร็วที่สุด รวมทั้งให้สร้างความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชนเพื่อป้องกันการบิดเบือน กลับกลอก และโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มเครือข่ายแนวร่วมใส่ร้ายว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
“นายอาแว เตาะสะตู ปัจจุบัน เป็นอุสตาซสอนศาสนา และเป็นเจ้าของโรงเรียนมูลนิธิชุมชนอิสลาม ซึ่งนอกจากเป็นบุคคลที่ยึดมั่นศรัทธาในหลักคำสอนทางศาสนาที่ถูกต้องแล้ว ยังเข้ามามีส่วนร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธีในมิติทางด้านศาสนา โดยเป็นแกนนำคนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการกำปงตักวา หรือชุมชนศรัทธา จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
“นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ปรึกษาด้านการเสริมสร้างความยุติธรรมของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ได้เข้ามามีส่วนช่วยคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ช่วยรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ให้ผู้เห็นต่างจากรัฐเข้ามารายงานแสดงตนตามโครงการพาคนกลับบ้าน ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายโครงการพาคนกลับบ้าน ทำให้สามารถนำกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่ต้องการยุติการต่อสู้ด้วยวิธีรุนแรง เข้ามารายงานตัวแสดงตนตามกระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมประกาศจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงของกลุ่มขบวนการในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรณรงค์ต่อต้านการใช้ความรุนแรงในห้วงเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว
โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังกล่าวอีกว่า ผลสัมฤทธิ์จากการเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธีภายใต้หลักศรัทธาในคำสอนทางศาสนาที่บริสุทธิ์ ตามแนวคิดกำปงตักวา และต่อต้านการใช้ความรุนแรงตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้สามารถเสริมสร้างความเข้าใจในมิติทางศาสนาที่ถูกต้อง สร้างภูมิคุ้มกันสิ่งชั่วร้ายภายใต้กฎของชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างยั่งยืน จึงอาจกล่าวได้ว่า “นายอาแว เตาะสาตู” เป็นวีรบุรุษสันติวิธีอย่างแท้จริง
ขณะที่ พ.ต.ท.มานิตย์ ปานทอง รอง ผกก.พิสูจน์หลักฐานปัตตานี พร้อมพนักงานสอบสวน สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุคนร้ายกระหน่ำยิง นายอาแว เตาะสาตู หรืออุสตาซดะห์รี อายุ 54 ปี ครูสอนศาสนาประจำโรงเรียนชุมชนอิสลามศึกษา (ปอเนาะปาแดลางา) อ.หนองจิก ภายในบริเวณมูลนิธิโรงเรียนชุมชนอิสลามศึกษา ตั้งอยู่ ม.5 ต.ปูโละปูโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
จากการตรวจสอบบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นลานเสาธงระหว่างมัสยิดกับอาคารเรียน พบรอยเลือดและปลอกกระสุนขนาด 4.5 (11 มม.) กระสุนขนาด 9 มม. และหัวกระสุนอีกจำนวนหนึ่งตกอยู่ในที่เกิดเหตุ นอกจากนั้น ยังพบร่มของผู้ตายตกในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบที่มาของอาวุธปืนต่อไป ว่าเคยก่อเหตุในพื้นที่อื่นหรือเชื่อมโยงกับคดีในพื้นที่ใดบ้างก่อนหน้านี้

ด้านนางเซาะห์ เตาะสาตู ภรรยาของผู้ตาย ได้เปิดเผยถึงนาทีที่คนร้ายกระหน่ำยิงว่า ช่วงเวลาดังกล่าวหลังละหมาดตะรอเวี๊ยะ ผู้ตายได้เดินออกมาจากมัสยิดพร้อมกันสามพ่อลูก ในระหว่างเดินทางจะกลับไปที่พักอยู่ด้านหลังโรงเรียน เมื่อเดินเลยอาคารเรียนหลังแรก ได้มีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 5-6 คน ดักรออยู่ที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ ด้านหน้าอาคารเรียนดังกล่าว
จากนั้น คนร้ายกระโดดเข้าประชิดตัวผู้ตาย 2 คน ก่อนที่หนึ่งในคนร้ายจะชักอาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายเข้าชายโครงขวาและแขนขวา 1 นัด ผู้ตายยังรู้สึกตัวดีจึงพยายามวิ่งหนี และภรรยาก็ได้ตะโกนให้สามีวิ่งหนี จนเกิดการต่อสู้กับมือเปล่า แต่เนื่องจากผู้ตายไม่ได้พกอาวุธแต่อย่างใด จากนั้นภรรยาก็ได้เข้ามาช่วยผู้ตาย โดยถอดผ้าละหมาดม้วนเป็นอาวุธไล่ตีมือคนร้ายที่ถืออาวุธปืน
ในขณะเดียวกัน คนร้ายอีกคนได้ชักอาวุธปืนพกสั้นอีกกระบอก เพื่อจะยิงผู้ตาย แต่ปืนนั้นกลับติดลำกล่องจึงยิงไม่ได้ ดึงอยู่ประมาณ 5 ครั้ง จนทำให้สามีนั้นล้มลงกับพื้นเพราะบาดเจ็บจากแผลที่โดนยิงมาก่อนแล้ว 1 นัด จากนั้นคนร้ายได้เข้าไปยิงซ้ำผู้ตายเข้าที่หน้าผาก ก่อนที่จะแยกย้ายกันหลบหนี คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าและหนีข้ามกำแพง
