สำนักข่าวอิระวะดีรายงานว่าสำนักงานที่ปรึกษาแห่งรัฐของนางอองซาน ซูจี ออกแถลงการณ์ในช่วงบ่ายวันศุกร์ว่ากลุ่มนักรบมุสลิมได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทางตำรวจ และทางทหาร 31 แห่งในเมือง Maungdaw, Buthidaung และ Rathedaung ในภาคเหนือของรัฐยะไข่ ในคืนวันพฤหัสบดีต่อเนื่องเช้าวันศุกร์ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 71 คนรวมทั้งตำรวจ 10 คน ทหาร 1 คน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง 1 คน รวมถึง 59 คนที่ต้องสงสัยว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุ

แถลงการณ์ก่อนหน้านี้บนหน้า Facebook อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการข้อมูลสำนักงานที่ปรึกษาของรัฐกล่าวว่ากลุ่มแบงกาลีสุดโต่งโจมตีสถานีตำรวจในเขต Maungdaw ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ด้วยการระเบิดจากระเบิดที่ทำขึ้นเอง และยังมีการโจมตีเกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดโดยมีเป้าหมายในที่ทำการตำรวจในช่วงเวลา 1.00 น.

ชุมชนชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ถูกรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มชาตินิยมกล่าวหาว่าเป็นชาวแบงกาลี โดยใช้ชื่อเรียกนี้เพื่อกล่าวหาว่าชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในยะไข่มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐอาระกัน เป็นพวกที่อพยพมาจากบังกลาเทศ

ตามรายงานอ้างว่ามีชายราว 150 คนบุกโจมตีฐานทหาร 552 ในเมือง Maungdaw ด้วยระเบิดที่ทำขึ้นเอง

อีก 150 คนถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุบุกโจมตีสถานีตำรวจที่ Taung Bazaar ในเวลา 3.00 น. และพบศพผู้ต้องสงสัย 6 รายในที่เกิดเหตุตามคำแถลงในหน้า Facebook ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดพล.อ.อาวุโส Min Aung Hlaing ผู้กุมอำนาจในกองกำลังของพม่า

ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นรายงานว่าชาวพุทธหลายคนหนีออกจากหมู่บ้านของพวกเขาใน Taung Bazaar และหลบภัยอยู่ในวัด

ชาวบ้านหนีหลังหมู่บ้าน Chein Khar Li และ Zay Di Pyin ในเมือง Rathedaung ถูกเผาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามคำแถลงของสำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า

การโจมตีเกิดขึ้นในวันหนึ่งหลังจากที่คณะกรรมการที่ปรึกษาซึ่งนำโดยนายโคฟีอันอันนันอดีตเลขาธิการสหประชาชาติได้ทำหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลของนางอองซานซูจีเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในระยะยาวสำหรับการแบ่งแยกเชื้อชาติ และศาสนาที่ทวีความรุนแรงขึ้นของรัฐยะไข่

ในรายงานชิ้นสุดท้ายคณะกรรมาธิการแนะนำให้กองทัพพม่าพิจารณาข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับการเร่งโครงการตรวจสอบสัญชาติชาวโรฮิงญา

อันนันได้แถลงการณ์ประณามการโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ระบุว่า “กังวลถึงการใช้ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น” และกระตุ้นให้กองกำลังรักษาความปลอดภัยใช้ความยับยั้งชั่งใจในการรับมือกับสถานการณ์

ผู้ประสานงานประจำถิ่นขององค์การสหประชาชาติในประเทศพม่า Renata Lok-Dessallien ยังได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ประณามการโจมตี และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายระงับความรุนแรง และแก้ปัญหาด้วยการเจรจา

คำแถลงของรัฐบาลระบุถึงสถานที่ทั้งหมด 31 แห่งที่ถูกโจมตีด้วย เช่น Koe Tan Kauk ใน Rathedaung ซึ่งถูกโจมตีในเดือนตุลาคมปี 2016

ผู้แทนจากเมือง Maungdaw ในสังกัดพรรคแห่งชาติอาระกัน (ANP) ที่มีนโยบายต่อต้านชาวโรฮิงญา U Maung Ohn กล่าวว่า “ผมไม่มีคำพูดใดที่จะแสดงความรู้สึกของผมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้” แต่เสริมว่าเขาได้ยินว่าอย่างน้อย 10 คนถูกสังหาร

เขาเรียกร้องให้สภาลงมติในข้อเสนอ ANP เพื่อกระชับมาตรการบริหาร และความมั่นคงในตอนเหนือของรัฐยะไข่ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

“เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความห่วงใยต่อชาวยะไข่เท่านั้น แต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับชาติ” U Maung Ohn กล่าวกับอิรวดีอีกว่านักการเมืองหลายคนจากพรรคสันนิบาตชาติประชาธิปไตย NLD ไม่เคยไปเยือนพื้นที่ความขัดแย้ง ในภาคเหนือ ของรัฐยะไข่

บัญชี Twitter ของ (Arakan Rohingya Salvation Army) ซึ่งเป็นกลุ่มที่กล่าวว่ากำลังต่อสู้กับการรังแกชาวโรฮิงยาได้ประกาศเมื่อเช้าวันศุกร์ว่าพวกเขาได้ดำเนินการ “การป้องกัน” กับกองกำลังรักษาความปลอดภัยในกว่า 25 แห่ง แต่ ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเผชิญหน้าใด ๆ

กลุ่มเคลื่อนไหว ARSA กล่าวอ้างถึงเหตุผลการโจมตีล่าสุดมาจากการปิดล้อมด้านอาหารกว่า 2 สัปดาห์ต่อชาวโรฮิงญาในเมืองเมือง Rathedaung และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นโดยทหารใน Rathedaung และ Maungdaw ต่อชุมชนชาวโรฮิงญา

ในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ทางกลุ่มยังได้ให้คำมั่นว่าจะ “ต่อสู้ต่อไป” ในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมแถลงการณ์จากบัญชี Twitter ของ ARSA ระบุว่ากลุ่มมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงเป้าหมายพลเรือน

ในเดือนตุลาคม 2016 กลุ่ม Harakah al-Yaqin ชื่อเดิมของกลุ่ม Arakan Rohingya Salvation Army (ARSA) เคยถูกระบุจากพม่าว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีด่านตรวจ 3 แห่งชายแดนบังกลาเทศ ทำให้ตำรวจ 9 นายเสียชีวิต จนทำให้ทหารพม่าใช้เป็นเงื่อนไขในการกวาดล้างชาวโรฮิงญา ส่งผลให้ชาวโรฮิงญาเกือบแสนคนหนีตายเข้าไปในบังกลาเทศ พร้อมระบุกว่าถูกทหารพม่าไล่ฆ่า ข่มขืน และเผาบ้านเรือนของพวกเขา

ความคิดเห็น

comments

By admin