Headlines

‘สี จิ้นผิง’ ย้ำยืนเคียงข้างพม่าแม้เผชิญข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เพิ่มการสนับสนุนต่อนางอองซานซูจีเมื่อวันเสาร์ (18 มกราคม) ด้วยการลงนามข้อตกลงการค้าและโครงสร้างพื้นฐานหลายสิบฉบับ และได้พบหารือกับผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่าที่ถูกฟ้องร้องในศาลโลกในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญา

การเยือนพม่าอย่างเป็นทางการของผู้นำจีนมีขึ้นในขณะที่นักลงทุนจากชาติตะวันตกต่างออกห่างจากเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา

ความรุนแรงทางทหารในปี 2560 ต่อชนกลุ่มน้อย ที่ผู้สืบสวนสหประชาชาติระบุว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังคับให้โรฮิงญากว่า 740,000 คน จากรัฐยะไข่ต้องอพยพหลบหนีตายข้ามแดนไปบังกลาเทศ

แต่ทว่าจีนยังคงยืนหยัดเคียงข้างพม่าโดยยังยืนยันจุดยืนของตนในคำแถลงร่วมในสื่อทางการของจีน ขณะที่เครื่องบินของประธานาธิบดีสีเดินทางออกจากกรุงเนปีดอ โดยมีเครื่องบินรบคุ้มกัน

จีน “สนับสนุนอย่างมั่นคงต่อความพยายามของพม่าในการปกป้องสิทธิ และผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และศักดิ์ศรีของชาติในเวทีระหว่างประเทศ” และเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในรัฐยะไข่ให้ก้าวหน้า

จีนเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของพม่า แม้ประชาชนในพื้นที่ส่วนมากค้านการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ของจีน

ข้อตกลงมากกว่า 30 ฉบับ ได้ลงนามกันเมื่อวันเสาร์ (18) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการเยือนพม่าของสี จิ้นผิง ซึ่งซูจีและสีได้ร่วมประชุมหารือพร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงแทบไม่ถูกเปิดเผย แต่ในบรรดาข้อตกลง 33 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงสัมปทาน และผู้ถือหุ้นเขตเศรษฐกิจ และท่าเรือน้ำลึกจอก์พยู มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของรัฐยะไข่ ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางทหารต่อชาวโรฮิงญาในปี 2560

นอกจากนั้นยังมีจดหมายความตั้งใจสำหรับ “การพัฒนาเมืองใหม่” ในนครย่างกุ้ง และการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับรถไฟเชื่อมต่อระหว่างกัน

เป้าหมายคือการบรรลุในสิ่งที่เรียกว่า “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-พม่า” ที่เป็นเส้นทางของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับภาคใต้ของจีนที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลไปยังรัฐยะไข่ทางตะวันตกของพม่า ซึ่งจะถูกใช้เป็นประตูออกมหาสมุทรอินเดียที่จีนต้องการ

พิธีลงนามเกิดขึ้นระหว่างการพบหารือกับซูจี และพล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮิงญา

พม่าอ้างว่าการปราบปรามที่เกิดขึ้นเป็นการปกป้องตนเองจากการโจมตีของผู้ก่อความไม่สงบ

หลังเดินทางถึงพม่าในวันศุกร์ (17) ผู้นำจีนเรียกการเยือนนี้ว่าเป็น “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” สำหรับความสัมพันธ์จีน-พม่า ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์

ซูจี ที่ชื่อเสียงกำลังย่ำแย่ในสายตาตะวันตก และหลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าเนื่องจากวิกฤติโรฮิงญา และโครงการลงทุนที่ไม่สนใจความเป็นอยู่ของประชาชน เธอกล่าวว่าพม่าจะอยู่ข้างจีนเสมอ

จีนยังคงเป็นพันธมิตรที่ขาดไม่ได้สำหรับพม่า ที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ยับยั้งการออกข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคแห่งสหประชาชาติได้ และจีนได้ใช้สิทธิในการวีโต้ทุกมติที่เกี่ยวกับพม่ามาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศของสหประชาชาติเตรียมที่จะตัดสินในสัปดาห์หน้าว่าจะออกมาตรการฉุกเฉินกับพม่าหรือไม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องในคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะที่ชาวพม่าเองยังคงกังขากับอิทธิพลของจีนในประเทศ ถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะก่อประโยชน์ต่อชาวพม่าโดยรวมหรือไม่ และความสัมพันธ์กับกลุ่มกบฎที่สู้รบกับทางการพม่าในพื้นที่ชายแดน

นักวิเคราะห์การเมือง ขิ่น ซอ วิน กล่าวว่า การขาดความโปร่งใสในข้อตกลง 33 ฉบับที่ลงนามกันเมื่อวันเสาร์ จะนำไปสู่การสะท้อนกลับอย่างรุนแรงในขณะที่ความไม่ไว้วางใจกำลังขยายตัว

ความไม่พอใจเหล่านั้นได้ปรากฎให้เห็นในนครย่างกุ้ง ที่ผู้ชุมนุมหลายสิบคนเดินรวมตัวต่อต้านการฟื้นโครงการเขื่อนยักษ์ที่จีนให้การสนับสนุน พวกเขาถือป้ายเรียกร้องการยกเลิกโครงการเขื่อนมิตโสนมูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์ ที่ไม่ได้กล่าวถึงในข้อตกลงที่ลงนามกัน

“ประธานาธิบดีจีน มาพร้อมกับความสนใจของเขาในพม่า แต่ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของพวกเรา” ผู้ชุมนุม กล่าว

ทั้งนี้โครงการเขื่อนขนาด 6,000 เมกะวัตต์ถูกระงับไปในปี 2554 หลังเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากทั่วประเทศ

ความคิดเห็น

comments