นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ระบุว่า “วันนี้ผม, ม.ล. ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้า และนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ให้การต้อนรับ Prince Abdulaziz bin Salman Al-Saud รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่บ้านปาร์คนายเลิศ โดยที่ประชุมทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือทวิภาคีเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูต และเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างสองประเทศให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นครับ
ในการนี้ผมได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการแสวงหาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียด้านพลังงานในมิติต่างๆ เช่น ความร่วมมือด้านปิโตรเลียม เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การส่งเสริมนวัตกรรมด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังได้มีการร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานภาคเอกชนของไทยกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อขยายความร่วมมือในธุรกิจด้านพลังงานระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ ได้แก่ Memorandum Of Understanding in Relation to the Development of Renewable Power to Green Hydrogen/Ammonia Project in Thailand ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ACWA Power ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันการพัฒนาธุรกิจเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในประเทศไทย และ Memorandum of Understanding between the Ministry of Investment of the Kingdom of Saudi Arabia and EGAT GROUP (EGCO RATCH EGATi and INNOPOWER) in the fields of various types of clean energy and energy transition ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายใต้กลุ่ม กฟผ. กับกระทรวงการลงทุนซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครับ”
ด้านสำนักข่าวอาหรับนิวส์รายงานว่า นายสุพัฒนพงษ์ ระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวเพื่อพัฒนาโครงการไฮโดรเจนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยจะ “ขยายความร่วมมือในภาคพลังงาน” และ “มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันและพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในประเทศไทย”
นโยบายด้านพลังงานของประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และบรรลุเป้าหมายอันทะเยอทะยานในการจัดหาพลังงานร้อยละ 30 จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนภายในปี พ.ศ. 2580 การผลิตไฟฟ้าแบบผสมในปัจจุบันประกอบด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงร้อยละ 14.9





