Monday, 19/8/2019 | 5:33 UTC+7
i-News

ครอบครัวแวมะนอตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ เก็บของย้ายออกจากปอเนาะญิฮาด!

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ครอบครัวแวมะนอ นำโดย นางยาวาฮี และนายบันยาล แวมะนอ ภรรยาและบุตรชายของ นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือ ปอเนาะญิฮาด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ได้ตัดสินใจเก็บข้าวของออกจากที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียน และเป็นบ้านของพวกเขา

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดง ฟ.26/2556 ให้ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน เลขที่ 699 หมู่ 4 ตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สนับสนุนการก่อการร้าย เพราะใช้เป็นสถานที่ฝึกของนักรบในขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยที่ นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่ของโรงเรียน ถูกทางการฟ้องร้องกล่าวหาในคดีก่อการร้ายและกบฏแบ่งแยกดินแดน

ผลของคำพิพากษาได้สร้างความไม่เข้าใจให้กับฝ่ายครอบครัวแวมะนอ นำโดย นางยาวาฮี และ นายบันยาล รวมทั้งศิษย์เก่าของโรงเรียน และประชาชนในพื้นที่ เพราะเห็นว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของปอเนาะญิฮาด ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 นั้น เป็นมรดกที่ตกทอดถึงยาวาฮีและพี่น้องรวม 5 คน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของนายดูนเลาะซึ่งเป็นเขยเข้ามาแต่งงานกับนางยาวาฮี และนางยาวาฮีกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก็ไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีก่อการร้ายด้วย

หลังศาลแพ่งมีคำพิพากษา ศูนย์ทนายความมุสลิมและหน่วยงานรัฐหลายหน่วยในพื้นที่ได้ยื่นมือเข้าช่วย และเบื้องต้นได้ขอขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาล โดยกำหนดการขอขยายเวลาจะสิ้นสุดในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ปรากฏว่าครอบครัวแวมะนอตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ และเก็บข้าวของออกจากที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งมีบ้านที่พวกเขาอยู่อาศัยกันมาหลายสิบปีด้วย โดยมีชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง รวมทั้งศิษย์เก่าที่เคยศึกษาที่ปอเนาะแห่งนี้ ไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจและช่วยย้ายของเป็นจำนวนมาก

นายบันยาล กล่าวกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า จากที่ได้ปรึกษาหารือกันในครอบครัว กลุ่มศิษย์เก่า และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนตัดสินใจตรงกันว่าให้ครอบครัวย้ายออกจากปอเนาะ ทางศิษย์เก่าและชาวบ้านจะหาที่ดินใหม่ให้ครอบครัวได้อาศัยและสร้างโรงเรียนใหม่ตามเจตนารมณ์ของบาบอ

“คิดว่าเรื่องนี้ควรจบได้แล้ว ไม่ขออุทธรณ์ให้ยืดเยื้ออีกต่อไป ที่ผ่านมารู้สึกเครียดกับการถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งๆ ที่อยากให้จบๆ ไปมากกว่า รัฐจะเข้ามาทำอะไรในที่ดินก็เป็นเรื่องของรัฐ ตอนนี้ย้ายข้าวของและครอบครัวไปอาศัยมัสยิดท่าด่านในชุมชนอยู่ไปก่อน” นายบันยาล ระบุ

ด้าน นายโสภณ ทิพย์บํารุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9 กล่าวว่า ถ้าครอบครัวแวมะนอไม่ยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าคดีสิ้นสุด คำพิพากษามีผลทันที โดยกรรมสิทธิ์ที่ดินจะตกเป็นของรัฐ หมายถึงรัฐเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ดี หากรัฐยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ใครก็ตามสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีสิทธิ์ครอบครอง แต่ถ้าวันใดรัฐต้องการใช้ประโยชน์ขึ้นมา ก็ต้องย้ายออกไป

“แนวทางที่ดีสำหรับครอบครัว คือ การสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าไม่ต่อสู้ตามกระบวนการ ก็ไม่มีช่องทางอื่นที่จะแก้ปัญหานี้ได้เลย และเห็นว่าทำแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ” อัยการโสภณ ระบุ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 อัยการโสภณ เพิ่งเปิดแถลงข่าวอธิบายถึงเหตุผลของศาลแพ่งในการสั่งริบที่ดินอันเป็นที่ตั้งของปอเนาะญิฮาดให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยย้ำว่าเหตุผลที่ศาลรับฟัง คือ ที่ดินผืนนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกของกลุ่มคนร้ายในขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานแวดล้อมอื่นๆ ครบถ้วน

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของภาครัฐ โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) ก็มีแนวทางช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวแวมะนอ โดยจะรอให้คดีจบแล้วปรับปรุงปอเนาะแห่งนี้ให้เป็นสถานศึกษาของชุมชนต่อไป และให้เจ้าของปอเนาะเดิมเป็นผู้บริหารสถานศึกษาด้วย

ขอบคุณ สำนักข่าวอิศรา เลขา เกลี้ยงเกลา, นาซือเราะ เจะฮะ

ความคิดเห็น

comments

About