กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ส่งทนายชี้แจงเหตุผลต่อศาลอุทธรณ์เมื่อวันอังคาร (7 กุมภาพันธ์) เพื่อขอให้ศาลอนุมัติการบังคับใช้คำสั่งห้ามผู้ลี้ภัยและพลเมืองมุสลิม 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นในนครซีแอตเติลได้ใช้อำนาจระงับไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว

การต่อสู้ทางกฎหมายเริ่มต้นขึ้นหลังจากผู้พิพากษา เจมส์ โรบาร์ต ได้ยกเลิกคำสั่งบริหารที่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 27 มกราคม ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยและพลเมืองมุสลิมจาก 7 ประเทศที่ถูกทรัมป์สั่งห้ามเข้าสหรัฐฯ อย่างกะทันหันสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในนครซานฟรานซิสโก 3 คนได้นั่งบัลลังก์ไต่สวนทางโทรศัพท์เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยมีผู้ติดตามออนไลน์มากเป็นประวัติการณ์กว่า 130,000 คน และมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย

ทนายของรัฐบาลอ้างว่า คำสั่งแบนของทรัมป์ มีพื้นฐานมาจากความกังวลเรื่องภัยคุกคามความมั่นคง และการที่ผู้พิพากษา โรบาร์ต ออกมาระงับคำสั่งนี้ถือว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต

“นี่เป็นเรื่องความมั่นคงภายในที่อำนาจตัดสินใจเป็นของฝ่ายการเมืองและประธานาธิบดีอยู่แล้วตามธรรมเนียม” ออกัสต์ เฟลนท์เจ ทนายความของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุ

เฟลนท์เจ ยืนยันว่า ทรัมป์ ใช้อำนาจตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเอง

การไต่สวนของศาลอุทธรณ์เมื่อวันอังคาร (7) มุ่งพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ที่จะเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น และมิใช่เป็นการตัดสินว่าคำสั่งของประธานาธิบดีถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งประเด็นหลังนี้อาจจะต้องต่อสู้กันไปจนถึงศาลสูงสุด

โฆษกศาลอุทธรณ์แถลงว่า คำพิพากษาน่าจะถูกประกาศออกมาภายในสัปดาห์นี้

ระหว่างการไต่สวน ผู้พิพากษาทั้ง 3 คนได้มีท่าทีลังเลสงสัยหลายครั้ง โดยผู้พิพากษา ริชาร์ด คลิฟตัน ถึงกับกล่าวออกมาว่า ข้อโต้แย้งของฝ่ายรัฐบาล “ฟังดูเลื่อนลอยมาก”

ศาลยังขอให้ เฟลนท์เจ ชี้แจงหลักฐานที่ยืนยันว่าประเทศมุสลิมทั้ง 7 เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย และถามย้ำว่าคำสั่งห้ามพวกเขาเข้าประเทศของ ทรัมป์ เข้าข่ายกีดกันทางศาสนาตามที่ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาหรือไม่

ทำเนียบขาวยืนยันว่า คำสั่งของประธานาธิบดีมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และให้เวลารัฐบาลปรับปรุงระบบคัดกรองคนเข้าเมืองเพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายไม่ให้เข้ามาก่อเหตุโจมตีในสหรัฐฯ ได้

ทว่าผู้ที่คัดค้านกลับมองว่ามาตรการเช่นนี้ละเมิดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการพุ่งเป้ากีดกันผู้ที่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

โนอาห์ เพอร์เซลล์ ทนายความของรัฐวอชิงตันและมินนิโซตาซึ่งเป็น 2 รัฐที่ยื่นคัดค้านคำสั่งของ ทรัมป์ เรียกร้องให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คงคำสั่งระงับไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด

ผู้พิพากษา คลิฟตัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ได้ตั้งคำถามกับทนาย เพอร์เซลล์ เช่นกันว่า คำสั่งของ ทรัมป์ นั้นรุนแรงถึงขั้นกีดกันศาสนาจริงหรือไม่

“ผมยังไม่เข้าใจว่า ทำไมเราจึงสรุปว่าเรื่องนี้เป็นการพุ่งเป้ากีดกันศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เพราะในความเป็นจริงโลกมุสลิมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับผลกระทบ” คลิฟตัน กล่าว พร้อมชี้ว่าคำสั่งแบนของ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกมุสลิมเพียง 15% เท่านั้น

เพอร์เซลล์แย้งว่า รัฐวอชิงตันและมินนิโซตาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าชาวมุสลิมทุกคนได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ เพียงแต่ชี้ว่าแรงจูงใจบางส่วน “เกิดจากความปรารถนาที่จะทำร้ายชาวมุสลิม”

คำสั่งของทรัมป์ ส่งผลให้โครงการรับผู้ลี้ภัยถูกระงับเป็นเวลา 120 วัน และห้ามพลเมืองจากอิหร่าน, อิรัก, ลิเบีย, โซมาเลีย, ซูดาน, ซีเรีย และเยเมนเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน ส่วนผู้ลี้ภัยซีเรียนั้นถูกห้ามอย่างไม่มีกำหนด

ความคิดเห็น

comments

By admin