Friday, 24/5/2019 | 3:50 UTC+7
i-News

รำลึก 13 ปี แห่งการสูญหายไปของทนายสมชาย

โพสต์ทูเดย์รายงานว่าที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ทองหล่อ ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึง 13 ปี แห่งการสูญหายไปของทนาย สมชาย นีละไพจิตร “สมชายไหน.. ไหนสมชาย 13 (ปี) โดยมีการปาฐกถา เรื่อง งานคือชีวิตของ สมชาย นีละไพจิตร และชีวิตคืองานของครอบครัว นีละไพจิตร โดยอังคณา นีละไพจิตร หัวหน้าครอบครัวนีละไพจิตร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย For Those Who Died Trying ซึ่งเป็นการนำภาพของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 37 คนที่ถูกสังหารและสูญหาย รวมทั้งภาพของทนายสมชาย นีละไพจิตรด้วย ไปตั้งยังจุดต่างๆ ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุทั่วประเทศ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนไทยที่ถูกฆ่าและสูญหาย

นายสมชาย นีละไพจิตร เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศภาคม 2494 อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547

นายสมชายมักทำคดีด้านสิทธิมนุษยชนที่ทนายความส่วนมากปฏิเสธ เช่น คดีที่ชาวบ้านถูกกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ นายสมชายได้เข้าร่วมกับองค์กรมุสลิมต่าง ๆ ในประเทศไทย รวมทั้ง ชมรมสมาชิกรัฐสภาไทยมุสลิม เสนอแนวทางในการแก้ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 และในเวลาเดียวกันก็เรียกร้องขอความเป็นธรรม ในการสอบสวน 5 ผู้ต้องหา ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายมูจาฮีดีน ซึ่งนายสมชายได้ยืนยันว่าได้พบกับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้ความว่า ทั้งหมดไม่ได้กระทำความผิด แต่จำต้องรับสารภาพ เนื่องจากถูกตำรวจขู่เข็ญทำทารุณกรรม

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2549 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีขณะนั้น แถลงว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษพบหลักฐานสำคัญที่ระบุว่าสมชายเสียชีวิตแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้องมากกว่า 4 คน ภายหลังการหายตัวไปอย่างลึกลับ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา เป็นตัวแทนเรียกร้องความเป็นธรรมและมีบทบาททางสังคมนับแต่นั้นมา

ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน หมายเลขดำ ด.1952/2547 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 และนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของนายสมชาย และบุตรรวม 5 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจ5นาย เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพโดยใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 391 โดยมีคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์เป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 ที่จะอ้างเป็นพยาน ข้อกล่าวอ้างของโจทก์จึงเลื่อนลอย ยังไม่อาจนำมาพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งห้าได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ความคิดเห็น

comments

About