Sunday, 16/12/2018 | 2:06 UTC+7
i-News

พม่าจ่อยึดพื้นที่-พืชเกษตรเดิมโรฮิงญา ตั้งหมู่บ้านใหม่รอบรับอพยพกลับ

ชาวโรฮิงญาที่กลับเข้ามาในพม่าหลังหลบหนีไปบังกลาเทศมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถกลับคืนสู่ที่ดินของตนเองได้ และอาจพบว่าพืชผลที่ปลูกไว้จะถูกรัฐบาลเข้าเก็บเกี่ยวและนำไปขาย ตามการระบุของเจ้าหน้าที่พม่า

ชาวโรฮิงญากว่า 603,000 คน ข้ามเขตแดนเข้าไปในบังกลาเทศตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม เพื่อหนีตายจากการปราบปรามที่รุนแรงของกองกำลังพม่าในรัฐยะไข่

สหประชาชาติระบุว่าปฎิบัติการในการสังหาร การวางเพลิง และการข่มขืน ที่ดำเนินการโดยทหารและกลุ่มม็อบชาวพุทธยะไข่ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม เป็นการดำเนินการที่เป็นการกวาดล้างชาติพันธุ์ต่อชาวโรฮิงญา

นางอองซานซูจี หัวหน้ารัฐบาลพลเรือนของประเทศที่ไม่สามารถควบคุมกองทัพได้นั้น กลับออกมาปกป้องปฏิบัติการของกองทัพ โดยอ้างว่าที่สื่อต่างๆ น้ำเสนอไม่เป็นความจริง พร้อมอ้างว่าผู้ที่อาศัยพักพิงในบังกลาเทศที่สามารถยืนยันได้ว่าตนเองเป็นชาวพม่าจะสามารถเดินทางกลับประเทศได้ แต่ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่พม่าเดินทางไปเจรจากับทางรัฐบาลบังกลาเทศในกรณีดังกล่าว กลับระบุว่าได้รับมอบหมายให้เจรจารับกลับเฉพาะกรณี 79,000 คนที่อพยพมาในเดือนตุลาคม 2559

สำนักข่าวรอยเตอร์ได้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่พม่า 6 นาย ที่เกี่ยวข้องกับแผนการส่งกลับประเทศและการตั้งถิ่นฐานใหม่ ของพม่า

จามิล อะหมัด หนึ่งในชาวโรฮิงญาจำนวนมากที่หวังจะกลับไปพม่า กล่าวกับรอยเตอร์ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศโดยอธิบายถึงวิธีการที่เขาหลบหนีออกจากบ้านของตนในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่ในปลายเดือนสิงหาคม อะหมัดระบุว่า หนึ่งในไม่กี่อย่างที่เขาคว้าติดมือมาด้วยคือกระดาษปึกหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาที่ดินและใบเสร็จ ที่อาจพิสูจน์ได้ถึงความเป็นเจ้าของทุ่งนาและพื้นที่เพาะปลูกที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลัง

“ผมไม่ได้เอาอะไรติดมาด้วย มีแค่เพียงเอกสารพวกนี้ ในพม่าคุณจำเป็นต้องแสดงเอกสารเพื่อพิสูจน์ทุกอย่าง” อะหมัด กล่าว

กองกระดาษสีน้ำตาลและขาดวิ่นตามขอบเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ ที่จะเรียกร้องสิทธิในที่ดินในหมู่บ้านจอก์ปันดู ที่เขาปลูกมันฝรั่ง พริก อัลมอนด์ และข้าว

แต่เอกสารสิทธิ์เหล่านั้นของชาวโรฮิงญา กลับถูกตอบโต้จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐยะไข่ว่า “มันขึ้นอยู่กับพวกเขา ไม่มีสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินสำหรับผู้ที่ไม่มีสถานะพลเมือง” กอ ละวิน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรในรัฐยะไข่ กล่าว เมื่อสอบถามถึงวิธีที่ผู้ลี้ภัยที่กลับมายังพม่าสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินและพืชผล

แม้อะหมัดถือครองที่ดิน แต่ทางการพม่าไม่ยอมรับอะหมัดเป็นพลเมือง เช่นเดียวกับเพื่อนชาวโรฮิงญาราว 1.2 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพม่าในฐานะผู้ไร้สัญชาติ

เจ้าหน้าที่มีแผนที่จะเก็บเกี่ยวและอาจขายพืชผลบนพื้นที่เพาะปลูกหลายพันไร่ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังหลังจากชาวโรฮิงญาหลบหนีไป

ทางการพม่ายังตั้งใจที่จะให้ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่เดินทางกลับมารัฐยะไข่อาศัยอยู่ใน “หมู่บ้านต้นแบบ” มากกว่าบนที่ดินที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ แนวทางที่ถูกสหประชาชาติวิพากษ์วิจารณ์ว่าหมู่บ้านที่ทางการตั้งใจสร้างขึ้นนั้นเป็นค่ายกักกันถาวร

รัฐบาลพม่าไม่ตอบรับข้อเรียกร้องจากหน่วยงานระหว่างประเทศใดๆ ที่เรียกร้องให้การกลับประเทศของผู้ลี้ภัยเป็นไปโดยความสมัครใจและกลับไปยังสถานที่เดิมของผู้ลี้ภัยเหล่านั้น

การอพยพของชาวโรฮิงญามากถึง 603,000 คน และผู้ที่มิใช่ชาวมุสลิมอีกประมาณ 30,000 คนจากเขตพื้นที่ขัดแย้งในตอนเหนือของรัฐยะไข่ ได้ทิ้งพื้นที่ปลูกข้าวไว้ราว 180,000 ไร่ และจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวภายในเดือนมกราคม ตามแผนที่ร่างขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ตารางในเอกสารที่รอยเตอร์ได้เห็นระบุแยกที่ดินว่าเป็นนาข้าวของ “กลุ่มชาติพันธุ์แห่งชาติ” ซึ่งหมายถึงพลเมืองพม่า หรือของ “เบงกาลี” คำจำกัดความที่ใช้อย่างกว้างขวางในพม่าเพื่ออ้างถึงชาวโรฮิงญาที่หมายถึงผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

กอ ละวิน มุขมนตรีรัฐยะไข่ ยืนยันถึงแผนการดังกล่าว และระบุว่า พื้นที่รวมทั้งสิ้นราว 110,000 ไร่ เป็นที่ดินที่เบงกาลีไม่ได้เป็นเจ้าของ

เครื่องมือเก็บเกี่ยวกว่า 20 เครื่องที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรจะเริ่มเข้าเก็บเกี่ยวพืชผลในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร ในเดือนนี้

เครื่องจักรจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ราว 36,000 ไร่ ตามข้อมูลการคำนวณของทางการที่ระบุอยู่ในแผนการ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพืชผลที่เหลือ แต่เจ้าหน้าที่กล่าวกับรอยเตอร์ว่าพวกเขาจะพยายามเก็บเกี่ยวข้าวในทุกไร่นา และอาจเกณฑ์แรงงานเพิ่มหากจำเป็น

พื้นที่ปลูกข้าวในพม่าขนาด 2.5 ไร่ สร้างรายได้สูงกว่า 300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหมายความว่า หากทางการพม่าขโมยเข้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดที่โรฮิงญาทิ้งไว้ก่อนถูกไล่ฆ่าจากปฎิบัติการทางทหาร รัฐบาลพม่าจะมีรายได้สูงกว่า 13.2 ล้านเหรียญสหรัฐ(440 ล้านบาท)

ข้าวที่เก็บเกี่ยวจะถูกส่งไปยังคลังของรัฐบาล ที่อาจนำไปบริจาคให้กับผู้พลัดถิ่นอันเนื่องจากความขัดแย้งหรือนำไปขาย ตามการระบุของเลขาธิการรัฐยะไข่ ติน หม่อง ส่วย ที่กล่าวกับรอยเตอร์ทางโทรศัพท์

“ที่ดินถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครเข้าเก็บเกี่ยวพืชผล ดังนั้นรัฐบาลจึงได้สั่งการให้เข้าเก็บเกี่ยวพืชผลดังกล่าว” ติน หม่อง ส่วย กล่าว

ฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) ภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า อย่างน้อยรัฐบาลควรรับประกันว่าข้าวเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนด้านมนุษยธรรม ไม่ใช่เพื่อการค้ากำไร

“คุณไม่สามารถเรียกผลผลิตข้าวเหล่านี้ว่าไร้เจ้าของเพียงเพราะคุณใช้ความรุนแรงและการวางเพลิงเข้าขับไล่เจ้าของออกไปจากประเทศ” ฟิล โรเบิร์ตสัน กล่าว

ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต่างหวาดกลัวที่จะเดินทางกลับและยังกังขาถึงการรับรองของพม่า ซึ่งผู้ที่ตัดสินใจเดินทางข้ามกลับเข้าไปในพม่าจะต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในศูนย์ใดศูนย์หนึ่งจากสองแห่ง ก่อนที่จะถูกย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านต้นแบบตามแผนของรัฐบาล

ผู้บริจาคต่างประเทศที่ดูแลผู้พลัดถิ่นภายในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญามากกว่า 120,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวในรัฐยะไข่ตั้งแต่เกิดเหตุความรุนแรงในปี 2555 ได้บอกทางการพม่าว่าพวกเขาจะไม่สนับสนุนค่ายพักพิงใดๆ เพิ่มอีก

“การจัดตั้งค่ายชั่วคราวขึ้นใหม่หรือการตั้งถิ่นฐานที่ดูเหมือนค่ายกักกันถาวรมีความเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงว่าผู้ที่เดินทางกลับเข้ามาและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศอาจจบลงด้วยการถูกกักขังอยู่ภายในค่ายเหล่านั้นเป็นเวลานาน” โฆษกสหประชาชาติ กล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นหมู่บ้าน 288 แห่ง ที่ส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ของชาวโรฮิงญาถูกเผาทำลายตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม ตามการระบุของฮิวแมนไรท์วอทช์

ผู้ลี้ภัยกล่าวว่าทหารและกลุ่มม็อบชาวพุทธเป็นผู้ก่อเหตุวางเพลิง แต่รัฐบาลพม่ากล่าวหาว่าผู้ก่อการร้ายโรฮิงญาและแม้แต่ผู้อยู่อาศัยเองที่เผาบ้านเพื่อสร้างภาพโจมตีรัฐบาลพม่า

ตามแผนการของรัฐบาล ผู้ที่ตัดสินใจข้ามกลับเข้ามาในพม่าจะต้องเข้าไปที่ศูนย์ใดศูนย์หนึ่งจาก 2 แห่ง ที่ผู้เดินทางกลับจะกรอกแบบฟอร์ม 16 ข้อ ที่จะเป็นการตรวจสอบความถูกต้องกับบันทึกของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองใช้เวลาหลายปีเยี่ยมเยียนครอบครัวชาวโรฮิงญาอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจสอบและถ่ายภาพสมาชิกครอบครัว

สำหรับผู้ลี้ภัยที่เอกสารสูญหาย รัฐบาลจะเปรียบเทียบรูปถ่ายของผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกับเอกสารของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ตามการระบุของปลัดกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมืองและประชากรของพม่า

ความคิดเห็น

comments

About