Friday, 24/11/2017 | 7:17 UTC+7
i-News

UN ย้ำโรฮิงญาต้องได้กลับพม่าในฐานะพลเมือง

หัวหน้าหน่วยงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติย้ำชัด พม่าต้องมอบสิทธิการเป็นพลเมืองให้กับโรฮิงญา เปิดทางให้พวกเขาสามารถเดินทางกลับรัฐยะไข่ได้ในฐานะพลเมืองของพม่า หลังจำต้องหนีตายจากการปราบปรามอย่างรุนแรงของทหาร

“ผู้คนเหล่านี้ไม่สามารถคงสถานะไร้สัญชาติได้เพราะการไร้สัญชาตินี้ ทำให้พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติและกระทำทารุณดังเช่นที่เกิดขึ้นในอดีต” ฟิลิปโป แกรนดี ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวย้ำ

ชาวโรฮิงญามากกว่า 600,000 คน หนีตายออกจากรัฐยะไข่นับตั้งแต่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา จากปฎิบัติการทางทหารของพม่า ที่สหประชาชาติระบุว่าเป็นการปราบปรามที่เปรียบได้กับการกวาดล้างชาติพันธุ์ และเป็นวิกฤติผู้ลี้ภัยที่รุนแรงที่สุดของโลก

เจ้าหน้าที่พม่าระบุว่า การปราบปรามด้านความมั่นคงเป็นการตอบโต้การโจมตีของกลุ่มนักรบโรฮิงญาต่อด่านตรวจของตำรวจ

“สำหรับผู้ที่จะเดินทางกลับไปและเพื่อให้การเดินทางกลับนี้มีความยั่งยืน คุณจำเป็นต้องจัดการปัญหาการเป็นพลเมืองที่มีความซับซ้อนอย่างมาก การเดินทางกลับจะไม่ยั่งยืนหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข” แกรนดี กล่าว

เป็นเวลาหลายสิบปีที่ชาวโรฮิงญาเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในพม่า ซึ่งพวกเขาถูกปฏิเสธการเป็นพลเมืองของประเทศและถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติยังระบุว่า นอกเหนือไปจากการยอมรับว่าชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองแล้ว รัฐบาลพม่าต้องเห็นชอบกับโครงการพัฒนารัฐยะไข่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดของประเทศ

ความรุนแรงต้องยุติลง และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในรัฐยะไข่ หลังหมู่บ้านหลายแห่งถูกเผาวอด และประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่นับแสนกำลังเผชิญกับความหิวโหย

เจ้าหน้าที่พม่ากำลังหารือกับโครงการอาหารโลก (WFP) องค์กรลูกของสหประชาชาติ ที่จะฟื้นการดำเนินการจัดส่งอาหารในรัฐยะไข่ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการยังไม่มีข้อสรุปออกมา

แกรนดีกล่าวว่ารัฐบาลพม่าได้เชิญหน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติร่วมประชุมเพื่อหารือถึงความเป็นอยู่ของชาวโรฮิงญา ซึ่งแกรนดีหวังว่าการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือมากยิ่งขึ้น

ความคิดเห็น

comments

About