Friday, 24/11/2017 | 7:01 UTC+7
i-News

เลขา UN พบซูจี ย้ำ โรฮิงญาควรได้กลับพม่า

เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวย้ำในการพบกับนางออกซาน ซูจี ผู้นำพม่า “ชาวมุสลิมพลัดถิ่นหลายแสนคนที่หลบหนีไปบังกลาเทศควรได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านของตนเองในพม่า” ด้าน NGO โต้รายงานผลสอบภายในของทหารพม่าระบุเป็น “ความพยายามที่ไร้สาระของทหารพม่าที่จะทำให้ตัวเองพ้นผิด” ย้ำต้องเปิดทางให้ความช่วยเหลือเข้าพื้นที่ได้โดยอิสระ

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวกับนางอองซาน ซูจีว่า ชาวมุสลิมพลัดถิ่นหลายแสนคนที่หลบหนีไปบังกลาเทศควรได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับบ้านของตนเองในพม่า

“เลขาธิการได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเสริมความพยายามเพื่อรับประกันการเข้าถึงด้านมนุษยธรรม การเดินทางกลับประเทศด้วยความสมัครใจ ปลอดภัย และยั่งยืน ตลอดจนการปรองดองอย่างแท้จริงระหว่างชุมชนต่างๆ” คำแถลงของสหประชาชาติที่สรุปความเห็นที่มีต่อนางอองซาน ซูจี ผู้นำพม่า

ความเห็นของเลขาธิการสหประชาชาติมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ซูจีจะร่วมหารือกับเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในกรุงมะนิลา

สหรัฐอเมริกายังคงระมัดระวังคำแถลงของตัวเองเกี่ยวกับสถานการณ์ในรัฐยะไข่ และเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์กล่าวโทษนางอองซาน ซูจี แต่มุ่งไปที่บทบาทของทหารในเหตุการณ์ดังกล่าว

ผู้สนับสนุนกล่าวว่าซูจีต้องรับมือกับความไม่พอใจของต่างชาติและความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่เชื่อว่าโรฮิงญาเป็นผู้บุกรุก

ชาวโรฮิงญามากกว่า 600,000 คน หลบหนีออกจากรัฐยะไข่เข้าไปหลบภัยในบังกลาเทศตั้งแต่ 25 สิงหาคม จากการปราบปรามที่รุนแรงของทหารพม่า ที่ส่งผลให้หมู่บ้านหลายร้อยแห่งถูกเผาวอดกลายเป็นเถ้าถ่าน และเกิดการอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมาก จนถึงขณะนี้

สหประชาชาติระบุว่าทหารพม่ามีส่วนร่วมในความพยายามที่มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบเพื่อกำจัดชาวโรฮิงญาออกจากพื้นที่ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเทียบได้กับการกวาดล้างชาติพันธุ์ แต่รัฐบาลพม่าอ้างว่าปฏิบัติการของทหารในรัฐยะไข่ เป็นเพียงการตอบโต้ความรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญา

ภายหลังการสอบสวนวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรก กองทัพได้เผยแพร่รายงานที่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับละเมิดต่างๆ ที่มีการกล่าวอ้างถึง แต่อย่างไรก็ตาม พม่ายังคงจำกัดการเข้าถึงพื้นที่อย่างเข้มงวดกับนักข่าวอิสระและกลุ่มช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ ทำให้การตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ซูจี ถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนโจมตีอย่างหนักจากความล้มเหลวที่จะกล่าวตำหนิความรุนแรงและความรู้สึกต่อต้านชาวมุสลิมในประเทศ

ในการประชุมสุดยอดเมื่อวันจันทร์ (13) ร่วมกับผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กูเตอร์เรสระบุว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแหล่งที่มาของความไม่มั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งแนวคิดหัวรุนแรง

โดยเมื่อวันจันทร์ที่ (13) ผ่านมา ได้การโพสต์ข้อค้นพบจากการสอบสวนภายในบนหน้าเพจเฟซบุ๊กของพล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า ที่ระบุว่า ไม่พบกรณีที่ทหารยิงและฆ่าชาวบ้านโรฮิงญา การข่มขืนผู้หญิงหรือทรมานนักโทษ และปฏิเสธว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงเผาหมู่บ้านโรฮิงญาหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมระบุว่าปฎิบัติการทางทหารได้สังหารผู้ก่อการร้ายไปทั้งหมด 376 คน โดยไม่มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต

รูปแบบการสอบสวนภายในของพม่าได้เปิดเผยแนวทางการดำเนินงานในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการภายใต้การนำของ พล.ท.เอ วิน ได้เริ่มการสอบสวนพฤติกรรมของนายทหาร ด้วยการสอบถามนายทหารว่าได้ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของทหารหรือไม่ ดำเนินการตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดระหว่างปฏิบัติการหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดออกเผยแพร่หลังสอบถามนายทหารเสร็จ

ทันทีหลังมีการเผยแพร่ผลสอบสวนภายในของทหารพม่า กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนพม่าได้ออกมาตอบโต้ในทันที และเรียกร้องให้พม่าเปิดทางให้ความช่วยเหลือได้เข้าสู่พื้นที่ยะไข่ได้โดยอิสระ

“ความพยายามที่ไร้สาระของทหารพม่าที่จะทำให้ตัวเองพ้นผิดจากการกระทำโหดร้ายทารุณยิ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นของการสอบสวนระหว่างประเทศที่เป็นอิสระเพื่อให้เกิดข้อเท็จจริง และระบุตัวผู้ที่รับผิดชอบ” แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการฮิวแมนไรท์วอทช์ ภูมิภาคเอเชีย ระบุในคำแถลงฉบับหนึ่ง

ด้านองค์การนิรโทษกรรมสากลก็แสดงท่าทีไม่ยอมรับการสอบสวนภายในของทหารพม่าเช่นกัน และเรียกร้องให้ภารกิจค้นหาข้อเท็จจริงของสหประชาชาติและผู้สอบสวนอิสระได้รับอนุญาตเข้าถึงรัฐยะไข่อย่างเต็มที่

โดยย้ำว่า “มีหลักฐานมากมายว่าทหารสังหารและข่มขืนชาวโรฮิงญา และเผาหมู่บ้านของพวกเขา จากเรื่องราวโหดร้ายนับไม่ถ้วนที่บันทึกไว้ และจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามการทำลายล้าง เราสามารถสรุปได้เพียงข้อสรุปเดียวคือ การโจมตีเหล่านี้เป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

ขณะที่ พรามิลา พัทเทน ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านความรุนแรงทางเพศในความขัดแย้งระบุว่าจะยกข้อกล่าวหาต่อทหารพม่ากับศาลอาญาระหว่างประเทศในกรุงเฮก

ความคิดเห็น

comments

About