Wednesday, 13/12/2017 | 10:31 UTC+7
i-News

แอมเนสตีฯ ชี้ พม่าใช้ระบบแบ่งแยกชนชาติกับโรฮิงญา

แอมเนสตี อินเตอร์เนชันแนล ระบุในวันอังคารที่ (21 พฤศจิกายน) ในการสืบสวนหาต้นตอของวิกฤตที่ทำให้ชาวโรฮิงญา 620,000 คน หนีตายจากการปราบปรามทางทหารของพม่าเข้าไปยังบังกลาเทศว่า การควบคุมประชากรชาวโรฮิงญาขอพม่าเทียบเท่ากับการแบ่งแยกชนชาติ (apartheid)

ภาพอันน่าหดหู่ของชาวโรฮิงญาที่ถูกขับไล่ในค่ายของบังกลาเทศจุดชนวนกระแสความไม่พอใจขึ้นทั่วโลก ในขณะที่คนที่หลบหนีออกจากรัฐยะไข่นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมบอกเล่าว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นทั้ง ฆาตกรรม ข่มขืน และวางเพลิงโดยฝีมือทหารพม่า

พม่าและบังกลาเทศเห็นพ้องกับหลักการที่จะส่งชาวโรฮิงญาบางคนกลับประเทศแต่เห็นไม่ตรงกันในเรื่องรายละเอียด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้บัญชาการกองทัพบกของพม่าระบุว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะรับผู้ลี้ภัยในจำนวนที่บังกลาเทศเสนอมา”

รายงานของแอมเนสตีที่เผยแพร่ในวันอังคาร (21) อธิบายว่าการกดขี่ข่มเหงนานหลายปีส่งผลต่อวิกฤตในปัจจุบันอย่างไร สำหรับการรณรงค์โดยมีรัฐสนับสนุนตีกรอบทุกแง่มุมในชีวิตของชาวโรฮิงญา

รายงานของแอมเนสตีระบุด้วยว่าการจำกัดให้พวกเขาอยู่ในสิ่งที่เหมือนกับเป็นชุมชนแออัดในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธแห่งนี้

รายงาน 100 หน้าชิ้นนี้ที่มีมาจากการวิจัยนาน 2 ปีระบุว่า เครือข่ายการควบคุมนี้เข้าข่ายมาตรฐานตามกฎหมายของ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติในการแบ่งแยกเชื้อชาติ”

“รัฐยะไข่เป็นสถานที่เกิดเหตุ นี่คือเรื่องราวก่อนปฏิบัติการของกองทัพเมื่อสามเดือนที่แล้ว” แอนนา ไรสแตท ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการวิจัยของแอมเนสตี

ทางการพม่า “กำลังตีกรอบผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กชาวโรฮิงญาที่ถูกแบ่งแยกและข่มขู่ให้อยู่ภายในระบบแบ่งแยกเชื้อชาติที่ลดทอนความเป็นมนุษย์”

รากฐานสำหรับความเกลียดชังอย่างกว้างขวางที่มีต่อชาวมุสลิมโรฮิงญามาจากกฎหมายสัญชาติปี 1982 ที่เขียนขึ้นโดยรัฐบาลทหารในเวลานั้น กฎหมายนี้ทำให้ชาวโรฮิงญาหลายแสนคนกลายเป็นคนไร้สัญชาติ

นับตั้งแต่นั้นมา แอมเนสตีระบุว่า “ได้มีการรณรงค์เพื่อลบสิทธิของชาวโรฮิงญาในการอยู่อาศัยในพม่าที่พวกเขาถูกเรียกว่าเป็น “ชาวเบงกาลี” หรือผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

ระบบบัตรประชาชนคือศูนย์กลางของการควบคุมแบบราชการและน่าจะเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจว่าใครจะได้รับอนุญาตให้กลับจากบังกลาเทศ

การกดขี่ข่มเหงรอบล่าสุดนี้ผลักดันกว่าครึ่งหนึ่งของชนกลุ่มน้อยจำนวน 1.1 ล้านคนออกจากประเทศนี้ ขณะที่ส่วนที่เหลือได้ถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้านที่ถูกโดดเดี่ยวและมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดเห็น

comments

About