i-News

จุฬาฯ นำแถลงให้ชาติมุสลิมร่วมกันพิทักษ์มัสยิด อัล-อักซอ

วันจันทร์ที่(18 ธันวาคม)ผ่านมา ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ คลองเก้า สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ร่วมกับพี่น้องมุสลิมไทยได้จัดเสวนาในหัวข้อ “จุดยืนของโลกมุสลิมต่อกรณีอัลกุดส์ และเยรูซาเล็ม” เพื่อร่วมกันแสดงพลังและจุดยืน ต่อต้านคำประกาศของสหรัฐอเมริกา กรณีให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

โดยอิหม่าม ดร.วิสุทธิ์ บินล่าเต๊ะ ได้นำอ่านแถลงการณ์ระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้แสดงบทบาทเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างปาเลสไตน์-อิสราเอล มาตั้งแต่มีข้อพิพาทแย่งชิงดินแดนของปาเลสไตน์โดยยิวไซออนิสต์ แม้โลกมุสลิมจะรู้ว่าสหรัฐอเมริกาเอนเอียงไปทางอิสราเอลมากกว่าปาเลสไตน์ แต่ก็ยอมให้ดำเนินการในการไกล่เกลี่ยมาเป็นระยะในฐานะที่เป็นชาติมหาอำนาจของโลก

กระทั้งถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2560 ความเหมาะสมที่สหรัฐอเมริกาจะดำเนินบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างปาเลสไตน์ และอิสราเอลหมดสิ้นลง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ออกคำประกาศยอมรับให้เมืองอัลกุดส์ หรือเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของระบอบไซออนิสต์ ซ้ำยังมีแผนการจะย้ายสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาไปยังเมืองอัลกุดส์แห่งนี้ด้วย

คำประกาศและแผนการดังกล่าวทำให้สหรัฐอเมริกาหมดความชอบธรรมเพื่อจะเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลียด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้

1 คำประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็นการยกดินแดนซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ และสหรัฐอเมริกาไม่มีสิทธิ์ทางการปกครองใดๆ ให้กับกลุ่มชนที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเลยแม้แต่ตารางนิ้ว

2 คำประกาศดังกล่าวเท่ากับเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่ระบอบไซออนิสต์ทำกับพี่น้องชาวปาเลสไตน์ซึ่งได้พยายามต่อสู้ปกป้องมาตุภูมิมาโดยตลอด ทั้งการจับกุมคุมขัง การสังหารหมู่ การเนรเทศ เป็นสิ่งที่ชอบธรรมตามทัศนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์

3 คำประกาศดังกล่าวมิได้เป็นการละเมิดสิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์เจ้าของดินแดนอัลกุดส์เท่านั้น แต่ยังละเมิดสิทธิ์ของมุสลิมทั่วโลกอีกด้วย เนื่องจากไปยังมัสยิด อัล-อักซอ อันเป็นศาสนสถานสำคัญของอิสลามลำดับ 3 รองจากมัสยิดอัลฮารอม และมัสยิดอัลนะบะวีย์ ให้ไปอยู่ใต้การปกครองของระบอบไซออนิสต์ ซึ่งแสดงท่าทีที่จะทำลายมัสยิดนี้มาโดยตลอด

4 คำประกาศดังกล่าวขัดแย้ง และสวนทางกลับมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 242, 252, 267 และ 465 ซึ่งมติทั้งหมดนี้เรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารออกจากกรุงเยรูซาเล็มในทันที รวมทั้งให้ยุติการสร้างอาณานิคมของชาวยิวในดินแดนดังกล่าวด้วย

5. คำประกาศดังกล่าวสะท้อนอคติเชิงชาติพันธุ์ และเชิงศาสนาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อประชาชาติอิสลามอย่างชัดเจน เป็นอคติที่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น และยอมไม่อาจยังความสงบสุขแก่ภูมิภาคตามที่ทุกฝ่ายปราถนาได้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงกล่าวได้ว่าแม้จะเป็นมหาอำนาจ แต่รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หมดความชอบธรรมที่จะเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลียข้อพิพาทปัญหาปาเลสไตน์ เนื่องจากไม่ได้ใช้ความเป็นมหาอำนาจเพื่อผดุงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและมนุษยธรรมแต่อย่างใด กลับใช้อำนาจสนับสนุนความอธรรม ความรุนแรง และการฉ้อฉลมากขึ้น

สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในนามมุสลิมไทยทั้งมวล ขอเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศมุสลิมทั้งหมดเร่งปฎิบัติตามมติของที่ประชุมองค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งได้จัดประชุมกันที่อิสตัลบูล เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ขอให้รัฐบาลของทุกประเทศในองค์กรความร่วมมืออิสลาม (OIC) เร่งสร้างเอกภาพ ภารดรภาพ เพื่อรวมตัวกันในการพิทักษ์มัสยิด อัล-อักซอ และคุ้มครองเสรีภาพของพี่น้องปาเลสไตน์ โดยให้ถือเป็นวาระแห่งชาติของทุกประเทศ และขอให้ประเทศสมาชิก OIC ทั้งหมดร่วมกันสร้างพลังเพื่อถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกา หรือชาติอื่นใดที่ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดดินแดน และบูรณภาพของประเทศอื่นๆ

ขอให้มุสลิมไทยทุกคนร่วมสนับสนุนการต่อสู้ของพี่น้องปาเลสไตน์ในการพิทักษ์ คุ้มครอง มัสยิด อัล-อักซอ โดยถือเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของความเป็นมุสลิม

ขอให้พี่น้องประชาชนคนอเมริกันเข้าใจว่า มิได้เป็นปฎิปักษ์กับประเทศ และประชาชนชาวอเมริกัน แต่เป็นปฎิปักษ์กับความอธรรม ความฉ้อฉล และการใช้อำนาจในทางมิชอบของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้งมุสลิมมิใช่ผู้ก่อการร้าย แต่รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กลับใช้นโยบายที่สนับสนุนความรุนแรง และการก่อการร้ายของระบอบไซออนิสต์

ขอให้รัฐบาลของทุกประเทศตลอดจนประชาชนทุกคนร่วมกันพิทักษ์รักษาความเป็นธรรม มนุษยธรรม และการเคารพในสิทธิของกันและกัน มิให้ชาติมหาอำนาจใดเข้ามาทำลายได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางวัฒนธรรม และความเป็นภารดรภาพแห่งมนุษยชาติสืบไป

ลงนามโดย สำนักจุฬาราชมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 18 ธันวาคม

ทั้งนี้ OIC เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหประชาชาติ และมีสมาชิก 57 ประเทศกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งสี่ทวีป ก่อตั้งขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงราบัตประเทศโมร็อกโกเมื่อปี 1969 หลังจากเหตุลอบวางเพลิงมัสยิดอัล-อักซอ ในกรุงเยรูซาเลม

ความคิดเห็น

comments

About