Saturday, 18/8/2018 | 3:33 UTC+7
i-News

หมดใน 2 ปี “บังกลาเทศ-พม่า” ตั้งเป้าส่งโรฮิงญากลับ

พม่า และบังกลาเทศเห็นพ้องกันที่จะส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาจากการปราบปรามรุนแรงของทหารให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ตามการเปิดเผยของทางการบังกลาเทศ วันอังคาร (16) นับเป็นกรอบเวลาที่ชัดเจนเป็นครั้งแรกสำหรับการเดินทางกลับประเทศของผู้ลี้ภัยจำนวนหลายแสนคน พม่าแย้มสร้างค่ายคัดกรองรองรับได้ 30,000 คน

ข้อตกลงระบุว่า กระบวนการจะเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี นับตั้งแต่เริ่มการส่งตัวกลับประเทศ ตามคำแถลงของรัฐบาลบังกลาเทศหลังการหารือที่กรุงเนปีดอ ของพม่า

ข้อตกลงนี้ใช้กับชาวโรฮิงญาที่หลบหนีออกจากพม่าในสองเหตุความรุนแรงครั้งใหญ่ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2559 และสิงหาคม 2560

ข้อตกลงไม่ครอบคลุมผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในบังกลาเทศก่อนหน้านั้นที่สหประชาชาติประเมินว่า มีอยู่ราว 200,000 คน

“ระหว่างการพบหารือเป็นเวลา 2 วัน เราเห็นพ้องกันในแบบเอกสารที่ผู้ลี้ภัยจะต้องกรอกเพื่อที่จะสามารถเดินทางกลับพม่าได้” เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำพม่า กล่าว

“เราควรจะสามารถเริ่มกระบวนการได้ในเร็วๆ นี้” ทูตบังกลาเทศ กล่าว

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างประเทศในเดือน พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา ที่เป็นการปูทางสำหรับการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม กำหนดเวลาที่มีแนวโน้มจะถูกเลื่อนออกไปจากความท้าทายด้านการขนย้ายของปฏิบัติการข้ามพรมแดน

พม่าเผชิญต่อแรงกดดันทางการทูตอย่างหนักเกี่ยวกับการเดินทางกลับของผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่หลบหนีไปเพราะกองทัพ แต่ขณะเดียวกัน ก็มีชาวโรฮิงญาจำนวนมากในค่ายฝั่งบังกลาเทศยังลังเลที่จะเดินทางกลับไปรัฐยะไข่

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พม่าได้เดินหน้ากระบวนการด้วยการสร้างค่ายชั่วคราวขึ้นรองรับผู้ที่จะเดินทางกลับมาในเมืองหม่องดอ ก่อนจะตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร

หนังสือพิมพ์โกลบอลนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ รายงานว่า ค่ายพักในเมืองหล่าโปข่อง (Hla Po Khaung) ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ จะเป็นค่ายพักชั่วคราวสำหรับผู้ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นระบบสำหรับการส่งกลับประเทศ

“ค่ายหล่าโปข่อง บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ จะเป็นที่พักสำหรับประชาชนประมาณ 30,000 คน ในสิ่งปลูกสร้าง 625 หลัง” หนังสือพิมพ์ระบุ และว่า สิ่งปลูกสร้างประมาณ 100 หลัง จะสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน มกราคมนี้

อ่อง ตุน เต๊ต หัวหน้าผู้ประสานงานของโครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การตั้งถิ่นฐาน และการพัฒนาของพม่า ระบุว่า ค่ายในเมืองหล่าโปข่อง จะเป็นสถานที่ส่งผ่านสำหรับผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งกลับไปยังภูมิลำเนา หรือถิ่นฐานที่อยู่ใกล้ที่สุดกับภูมิลำเนาเดิม

“เราจะพยายามยอมรับทุกคนที่เดินทางกลับพม่า” อ่อง ตุน เต๊ต กล่าว และว่า ในการตรวจสอบถิ่นที่อยู่นั้น ผู้ที่เดินทางกลับมาจะถูกส่งไปค่ายตรวจสอบประเมิน ก่อนจะย้ายไปพักที่ค่ายหล่าโปข่อง อีกทอดหนึ่ง

โซ อ่อง ปลัดกระทรวงสวัสดิการสังคม บรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ของพม่า กล่าวว่า ผู้ที่เดินทางกลับจะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนในค่ายหล่าโปข่อง ก่อนที่บ้านหลังใหม่ของพวกเขาจะสร้างเสร็จ

ยังไม่ชัดเจนว่าผู้ที่เดินทางกลับพม่าจะมีคุณสมบัติสำหรับการเป็นพลเมืองในพม่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า ชาวมุสลิมโรฮิงญาอาจยื่นขอสิทธิการเป็นพลเมืองได้หากพวกเขาสามารถแสดงได้ว่า บรรพบุรุษของพวกเขาอาศัยอยู่ในพม่า แต่ข้อตกลงล่าสุดนั้นไม่ได้รับประกันสิทธิการเป็นพลเมือง

ทางการพม่าตั้งแต่ยุครัฐบาลทหารปฏิเสธสิทธิในความเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา จำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว และการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษา ด้วยกล่าวหาว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บังกลาเทศกล่าวว่า ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกจะสามารถเดินทางกลับได้เมื่อใด ด้วยทั้งสองประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาวิธีการที่จะตรวจสอบหลักฐานของผู้เดินทางกลับ

ด้านหน่วยงานของสหประชาชาติ และหน่วยงานเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความสงสัยเกี่ยวกับแผนการตั้งถิ่นฐาน และเรียกร้องกระบวนการที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อให้การเดินทางกลับของโรฮิงญามีความปลอดภัย

ความคิดเห็น

comments

About