นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แสดงความวิตกกังวลหลังพม่า และบังกลาเทศบรรลุข้อตกลงว่าด้วยการส่งกลับชาวโรฮิงญาจำนวนหลายแสนคน ที่หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ถูกกันออกจากกระบวนการนี้
“เราเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากที่ต้องมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าร่วมอย่างเต็มที่ในปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อรับประกันว่า ปฏิบัติการจะดำเนินไปตามมาตรฐานสากล” กูเตอร์เรส กล่าวในการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ
ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายล่าสุดในกรุงเนปีดอในสัปดาห์นี้ ได้กำหนดระยะเวลาไว้ 2 ปี สำหรับการส่งโรฮิงญากลับพม่า โดยข้อตกลงนี้จะใช้กับชาวโรฮิงญาราว 750,000 คน ที่หลบหนีการปราบปรามของกองทัพพม่า 2 ครั้ง ในรัฐยะไข่ คือในเดือน ตุลาคม 2559 และเดือน สิงหาคม 2560 ไปบังกลาเทศ
กูเตอร์เรส กล่าวว่า เป็นสิ่งสำคัญที่การเดินทางกลับจะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ และชาวโรฮิงญาต้องได้รับอนุญาตให้กลับไปยังถิ่นฐานเดิมของตน ไม่ใช่ค่ายพัก
“สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ การย้ายคนเหล่านี้จากค่ายต่างๆ ในบังกลาเทศ ไปที่ค่ายในพม่า” กูเตอร์เรส กล่าว
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ชาติสมาชิกสหประชาชาติมีมติในการประชุมสมัชชาใหญ่ประณามความรุนแรงในรัฐยะไข่ และเรียกร้องให้กูเตอร์เรส แต่งตั้งทูตพิเศษประจำพม่า ซึ่งเขากล่าวว่า การแต่งตั้งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ชาวโรฮิงญามากกว่า 655,000 คน ได้หลบหนีออกจากพม่านับตั้งแต่ทหารเปิดฉากปราบปรามอย่างรุนแรงในรัฐยะไข่ ตั้งแต่ 25 สิงหาคม ที่เจ้าหน้าที่พม่าอ้างว่า การปราบปรามมุ่งเป้าที่จะกำจัดกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาที่โจมตีด่านตำรวจ แต่สหประชาชาติ ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเทียบได้กับการกวาดล้างชาติพันธุ์
