Wednesday, 12/12/2018 | 7:36 UTC+7
i-News

ปาเลสไตน์ร้องจัดประชุมนานาชาติ สันติภาพตะวันออกกลาง

มะห์มูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ในวันอังคาร (20 กุมภาพันธ์) เรียกร้องจัดประชุมนานาชาติในช่วงกลางปี 2018 เพื่อเริ่มกระบวนการสันติภาพตะวันออกกลางครั้งใหม่ที่กว้างขวางกว่าเดิม และเปิดทางสำหรับการเป็นสถานะเป็น “รัฐสมาชิกปาเลสไตน์” ที่ได้รับการรับรองความเป็นรัฐ

ระหว่างการกล่าวปราศรัยที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อับบาส นำเสนอสิ่งที่เขาเรียกว่า “แผนสันติภาพ” เพื่อกอบกู้การเจรจาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ผ่านคนกลางระหว่างประเทศรายใหม่ ที่สหรัฐฯจะมีบทบาทน้อยลง “เพื่อตอบคำถามปาเลสไตน์ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศพหุภาคี ผ่านการประชุมนานาชาติ” อับบาสกล่าว

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้การรับรองเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอล ส่งผลให้สหรัฐฯขาดความเป็นกลาง และถูกปาเลสไตน์ รวมถึงชาติพันธมิตรอาหรับลดบทบาทความสำคัญในการเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ

อับบาส ชี้ว่าอิสราเอลกำลังดำเนินการเสมือนรัฐๆ หนึ่งที่อยู่เหนือกฎหมาย และเป็นผู้ปิดประตูใส่ทางออกแบบ 2 รัฐควบคู่ (two-state solution) เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

อับบาสกลาวต่อการประชุมนานาชาติควรนำไปสู่การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของรัฐปาเลสไตน์อย่างสมบูรณ์ ผ่านการรับรองซึ่งกันและกันของอิสราเอลและปาเลสไตน์ และสร้างกลไกระหว่างประเทศใหม่ในการบรรลุทางออกในขั้นท้ายสุด

ทั้งนี้ อับบาส ลุกออกจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทันทีหลังจากกล่าวปราศรัยจบ

นิกกี้ เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ ข่มขู่ว่าการหันหน้าสู่สหประชาชาติและปฏิเสธบทบาทของสหรัฐอเมริกาในการเจรจาสันติภาพ ไม่ได้ทำให้ประชาชนชาวปาเลสไตน์มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จตามความปรารถนาแม้แต่น้อย

กระบวนการสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์เข้าสู่ทางตัน นับตั้งแต่ความพยายามผลักดันครั้งใหญ่โดยรัฐบาลสหรัฐฯสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา จบลงด้วยความล้มเหลวในเดือนเมษายน 2014 ทั้งนี้แม้รัฐบาลของทรัมป์กำลังเตรียมแผนสันติภาพใหม่ แต่โอกาสประสบความสำเร็จนั้นดูเลือนราง

ปาเลสไตน์หวังว่าการมีส่วนร่วมมากขึ้นของนานาชาติในกระบวนการสันติภาพจะช่วยตอบโต้นโยบายยืนเคียงค้างอิสราเอลของสหรัฐฯ

ส่วนทางอิสราเอลยังไม่ตอบรับผู้ทำหน้าที่คนกลางอื่นๆ นอกเหนือจากอเมริกา ในขณะที่อิสราเอลเคยกล่าวหาบ่อยครั้งว่าสหภาพยุโรป และสหประชาชาติมีอคติกับอิสราเอล

เยรูซาเล็มเป็นดินแดนในพื้นที่ของปาเลสไตน์ตามมติ 242 ของสหประชาชาติที่ให้อิสราเอลต้องคืนดินแดนที่ยึดครองไปจากปาเลสไตน์หลังปี 1967 ทั้งหมด โดยปาเลสไตน์ต้องการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเมืองหลวงของประเทศ แต่จนถึงปัจจุบันอิสราเอลไม่เคยปฎิบัติตามมติดังกล่าวของสหประชาชาติ และมีการบังคับใช้มติดังกล่าวจากคณะมนตรีความมั่นคงแต่อย่างใด

มติล่าสุดของสหประชาชาติที่เรียกร้องประเทศต่างๆ ระงับการย้ายสถานทูตไปยังเยรูซาเล็มตามความต้องการของอิสราเอล จนกว่าสถานะของเมืองจะได้รับการคลี่คลายผ่านข้อตกลงระหว่างอิสราเอล และปาเลสไตน์ โดยเป็นมติที่มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศรับรองเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอล ในขณะเดียวกันที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ลงมติ 128-9 เสียง งดออกเสียง 35 เสียง ในมติปฏิเสธการตัดสินใจของสหรัฐอเมริกา

การโหวตดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 14 จาก 15 ชาติ ลงมติเห็นชอบมาตรการเดียวกัน ท่ามกลางวีโต้จากสหรัฐฯ

ทั้งนี้สหประชาชาติเคยให้การรับรองสถานะรัฐสังเกตการณ์ที่ไม่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ (non-member observer state) แก่ปาเลสไตน์ในปี 2012 แต่การยกระดับสู่การเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลยตราบเท่าที่สหรัฐฯ ยังคงให้การหนุนหลังอิสราเอลเช่นปัจจุบัน

ความคิดเห็น

comments

About