Sunday, 16/12/2018 | 5:34 UTC+7
i-News

อังกฤษขับ 23 นักการทูตรัสเซีย ตอบโต้เหตุวางยาพิษอดีตสายลับในอังกฤษ

อังกฤษเตรียมใช้มาตรการทางการทูตขับ 23 นักการทูตชาวรัสเซีย เพื่อเป็นการตอบโต้ต่อกรณีการใช้สารพิษทำลายประสาทโจมตีอดีตสายลับชาวรัสเซียที่ลี้ภัยอยู่ในภาคใต้ของอังกฤษ นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ประกาศในวันพุธ (14 มีนาคม) โดยระบุด้วยว่านี่จะเป็นการขับไล่ตัวแทนทางการทูตของต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 30 ปี

นายกอังกฤษบอกอีกว่าอังกฤษยังจะออกมาตรการและกฎหมายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการป้องกันขัดขวางกิจกรรมต่างๆ ของรัฐที่เป็นปรปักษ์, อายัดทรัพย์สินของรัฐรัสเซียไม่ว่าอยู่ที่ไหนเมื่อมีหลักฐานว่ามันเป็นภัยคุกคาม, รวมทั้งยังจะลดระดับของคณะผู้แทนที่จะเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกในรัสเซียที่จะถึงนี้

ทางด้านรัสเซีย ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการวางยาพิษฆ่าอดีตสายลับของตนในอังกฤษเป็นรายที่ 2 ปฏิเสธเสียงแข็งมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ พร้อมข่มขู่ว่าอังกฤษควรคาดหมายไว้ได้เลยว่าการกระทำของพวกเขาจะต้องเผชิญการตอบโต้

อดีตสายลับ เซียร์เก สกรีปัล วัย 66 ปี พร้อมด้วย ยูเลีย บุตรสาววัย 33 ปีของเขา ถูกพบว่าหมดสติอยู่บนม้านั่งหน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในเมืองซัลส์บิวรีเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา และเวลานี้ยังคงมีอาการสาหัสมากต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล นอกจากนั้นยังมีตำรวจอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งต้องพิษไปด้วยและก็ยังคงมีอาการสาหัสเช่นกัน

ทั้งนี้ สกรีปัลเคยเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารของรัสเซียที่เคยนำความลับมาขายให้อังกฤษ และถูกจับกุมได้ในรัสเซีย และถูกตัดสินจำคุก ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวตามมาตรการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างรัสเซีย และสหรัฐฯ ก่อนจะถูกตามมาฆ่าด้วยสารพิษทำลายประสารในอังกฤษซึ่งเป็นที่พักปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุก่อนหน้านี้ว่า พ่อลูกตระกูลสกรีปัลทั้ง 2 ถูกเล่นงานด้วยสารโนวิชอค (Novichok) ซึ่งเป็นสารเคมีทำลายประสาทเกรดใช้ในกองทัพชนิดหนึ่งที่พัฒนาขึ้นในยุคสหภาพโซเวียต พร้อมเรียกร้องให้รัสเซียอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเที่ยงคืนวันอังคาร (13) ว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นการโจมตีของรัสเซีย หรือระบบการจัดเก็บสารเคมีมีปัญหาเกิดรั่วไหลออกมาอยู่ในมืออาชญากร หากรัสเซียไม่สามารถชี้แจงได้จะพิจารณาว่ามันเป็นการวางยาพิษโจมตีที่สั่งการโดยรัฐบาลรัสเซีย

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียแถลงในวันอังคาร(13) ว่าได้เรียก ลอรี บริสโตว์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำมอสโกเข้าพบ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดเพิ่มเติม

ในขณะเดียวกันทางกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ออกถ้อยแถลงประณามคำกล่าวหาของอังกฤษ ว่าเป็นความพยายามดิสเครดิตมอสโก “พฤติกรรมของทางการอังกฤษคือการยั่วยุอย่างเปิดเผย” ถ้อยแถลงระบุ “เหตุการณ์นี้เป็นการลงมือสกปรกๆ อีกครั้งของเจ้าหน้าที่อังกฤษ ในความพยายามดิสเครดิตรัสเซีย คำขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรเล่นงานรัสเซีย ไม่มีทางเลยที่รัสเซียจะไม่ตอบโต้”

ด้าน เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเสริมว่า อังกฤษ ควรส่งคำร้องขออย่างเป็นทางการมายังมอสโก เกี่ยวกับข้อมูลของสารที่ถูกใช้บนแผ่นดินของพวกเขา และเรียกร้องให้รัสเซียเข้าถึงสารทำลายระบบประสาทที่ถูกใช้วางยาพิษเล่นงานอดีตสายลับรัสเซีย และบุตรสาว

เขายืนยันว่ารัสเซียไม่ควรถูกกล่าวโทษว่าเป็นคนวางยาพิษอดีตสายลับสองหน้า และบอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับอังกฤษ “รัสเซียไม่ผิด รัสเซียพร้อมให้ความร่วมมือตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี หากอังกฤษไม่มีปัญหาก็ควรทำตามพันธสัญญาระหว่างประเทศตามอนุสัญญาเดียวกันนั้น” ลาฟรอฟกล่าว

ลาฟรอฟ อธิบายว่าตามกฎระเบียบของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี คดีนี้เปิดทางให้อังกฤษสามารถส่งคำร้องถึงรัสเซียเกี่ยวกับอาวุธเคมีต้องสงสัยผลิตในรัสเซียและคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบภายใน 20 วัน หากไม่พอใจในคำตอบ อังกฤษก็สามารถยื่นคำร้องเรียนไปยังคณะมนตรีบริหารขององค์การห้ามอาวุธเคมีและที่ประชุมรัฐภาคีขององค์การห้ามอาวุธเคมีได้

เขาอ้างว่ารัสเซียคาดหมายว่าอังกฤษจะแบ่งปันหลักฐานในคดีของสกรีปัลและลูกสาว ซึ่งเป็นพลเมืองรัสเซีย ดังนั้นรัสเซียจึงมีสิทธิ์รับรู้ถึงแนวทางการสืบสวนความพยายามเอาชีวิตพวกเขา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุในคำแถลงที่ส่งไปยังรัฐสภาในวันพุธ (14) ว่า “คำตอบของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการดูหมิ่นหยามเหยียดอย่างสิ้นเชิงต่อความร้ายแรงของเหตุการณ์เหล่านี้”

“พวกเขาปฏิบัติต่อเรื่องที่มีการใช้สารเคมีทำลายประสาทเกรดที่ใช้ในทางการทหาร (และเป็นการใช้) ในยุโรป ด้วยการประชดเหน็บแนม, การสบประมาท, และการท้าทาย

“มันไม่มีข้อสรุปเป็นอย่างอื่นได้แล้ว นอกจากว่ารัฐรัสเซียคือผู้ที่สมควรถูกประณามสำหรับเหตุการณ์ความพยายามกระทำฆาตกรรมมิสเตอร์สกรีปัลและบุตรสาวของเขา และสำหรับการคุกคามชีวิตของพลเมืองชาวอังกฤษคนอื่นๆ ในเมืองซัลส์บิวรี รวมทั้งนักสืบจ่าสิบตำรวจ นิก เบลีย์

“นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้กำลังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐรัสเซียต่ออังกฤษ”

การขับไล่นักการทูตทั้ง 23 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่แฝงตัวมา คือกรณีการขับไล่ครั้งใหญ่ที่สุดที่อังกฤษเคยกระทำมาในระยะเวลากว่า 30 ปี อีกทั้งจะส่งผลเป็นการลดเกรดสมรรถนะด้านข่าวกรองของรัสเซียในอังกฤษไปตลอดช่วงหลายๆ ปีต่อจากนี้

“เราจะอายัดทรัพย์สินของรัฐรัสเซียไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อเรามีหลักฐานว่ามันอาจจะถูกใช้เพื่อคุกคามชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคลสัญชาติอังกฤษหรือผู้มีถิ่นที่อยู่ในอังกฤษ” นายกรัฐมนตรี เมย์กล่าว

เธอบอกอีกว่า จะเร่งจัดทำข้อเสนอทางกฎหมายฉบับใหม่ๆ เพื่อใช้ตอบโต้การคุกคามใดๆ ก็ตามจากรัฐที่เป็นปรปักษ์

“นี่จะรวมถึงการเพิ่มอำนาจในการกักตัวพวกผู้ต้องสงสัยว่ากระทำกิจกรรมของรัฐปรปักษ์ภายในพรมแดนของอังกฤษ”

ขณะเดียวกัน พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของอังกฤษก็จะใช้อำนาจที่มีอยู่แล้วในการเพิ่มพูนยกระดับความพยายาม เพื่อติดตามและแกะรอยเจตนาต่างๆ ของพวกที่กำลังเดินทางอยู่ในอังกฤษ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องอยู่ในกิจกรรมที่จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงได้

“เราจะเพิ่มการตรวจสอบเที่ยวบินเอกชน, การผ่านด่านศุลกากร, และการขนส่งสินค้า” เมย์บอก

เธอยังข่มขู่ที่จะมีปฏิบัติการต่อพวกที่เธอบรรยายว่าเป็น “ผู้ประกอบอาชญากรรมร้ายแรงและชนชั้นนำที่ฉ้อฉล” และกล่าวอีกว่า “ไม่มีสถานที่สำหรับคนเหล่านี้ หรือสำหรับเงินของพวกเขา ในประเทศของเรา”

เมย์บอกว่า อังกฤษจะยกเลิกคำเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศลาฟรอฟของรัสเซียให้มาเยือน รวมทั้งระงับการติดต่อทวิภาคีระดับสูงระหว่างทั้งสองตามที่มีการวางแผนเอาไว้

รวมทั้งจะไม่มีรัฐมนตรีหรือสมาชิกราชวงศ์อังกฤษเดินทางไปเข้าร่วมพิธีการแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพด้วย

อย่างไรก็ตามรัสเซียได้ตอบโต้ข้อกล่าวหาของอังกฤษก่อนจะถูกกดดันด้วยมาตรการทางการทูตล่าสุด โดยกล่าวหาว่าข้อกล่าวหาของอังกฤษที่ว่ารัสเซียใช้สารพิษทำลายประสาทของรัสเซียในการโจมตีลอบฆ่าอดีตสายลับรัสเซียในอังกฤษ เหมือนกับเป็นการกล่าวหาว่ารัสเซียเป็นต้นเหตุของพายุหิมะที่พัดถล่มยุโรปก่อนหน้านี้ โดยที่รัสเซียไม่ได้ชี้แจง หรือเรียกร้องให้อังกฤษดำเนินการในการร้องขอการพิสูจน์ความจริงการตามข้อตกลงด้านอาวุธเคมีระหว่างประเทศแต่อย่างใด

ความคิดเห็น

comments

About