i-News

ผบ.ทหารพม่าย้ำชัด!! โรฮิงญาจะปลอดภัยหากอยู่แต่ในที่ที่กำหนด

ผู้ลี้ภัยโรฮิงญาที่เดินทางกลับพม่าจะปลอดภัยตราบเท่าที่พวกเขาพักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านต้นแบบที่ทางการสร้างไว้ให้ มิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่ากล่าวย้ำถึงข้อจำกัดการใช้ชีวิตของชาวโรฮิงญาที่จะเดินทางกลับพม่าจะต้องเผชิญ

นับตั้งแต่ 25 สิงหาคม 2017 ชาวโรฮิงญาราว 700,000 คน หนีตายจากการปราบปรามทางทหารของพม่าไปยังบังกลาเทศ ส่งผลให้สหประชาชาติเรียกปฎิบัติการทางทหารของพม่าว่าเป็นการกวาดล้างทางชาติพันธุ์

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2017 พม่า และบังกลาเทศตกลงที่จะส่งผู้ลี้ภัยกลับรัฐยะไข่ให้หมดภายใน 2 ปี แต่กลับตั้งแง่ในการรับชาวโรฮิงญากลับ รวมทั้งไม่ปฎิบัติตามข้อเรียกร้องเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เสรีภาพในการเคลื่อนไหว การกลับไปอยู่ในที่เดิม และสิทธิพลเมืองของชาวโรฮิงญา จนทำให้กระบวนการส่งกลับไม่สามารถเกิดขึ้นได้จนปัจจุบัน

พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าวกับคณะทูตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เดินทางเยือนในกรุงเนปีดอเมื่อวันที่ 30 เมษายน ว่า “โรฮิงญาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย หากพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขา” ซึ่งคำกล่าวนี้ถูกนำขึ้นโพสลงบนหน้าเพจเฟซบุ๊กของผู้บัญชาการทหารสูงสุดในวันเสาร์ (5)

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังกล่าวว่า “เบงกาลีจะไม่พูดว่าพวกเขามาที่บังกลาเทศอย่างมีความสุข พวกเขาจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ และสิทธิต่างๆ หากพวกเขากล่าวว่าพวกเขาเผชิญกับความยากลำบาก และการกดขี่ข่มเหง” พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่การทูตจากสหประชาชาติ กล่าวว่า สภาพเงื่อนไขต่างๆ ในพื้นที่ยังไม่พร้อมสำหรับผู้ลี้ภัยที่จะเดินทางกลับ แม้ฝ่ายพม่าจะยืนยันถึงความพร้อมก็ตาม รวมทั้งจัดให้มีการรับกลับชาวโรฮิงญา 5 คนจากครอบครัวเดียวกันกลับไปก่อนหน้านี้ แต่กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่า ชาวโรฮิงญาทั้ง 5 มาจากค่ายลี้ภัยจุดใดในบังกลาเทศ เนื่องจากทั้ง 5 ไม่มีรายชื่อขึ้นทะเบียนในบังกลาเทศ และไม่รวมอยู่ในรายชื่อชาวโรฮิงญาที่บังกลาเทศส่งให้พม่าเพื่อพิจารณารับกลับ

พม่าได้สร้างค่ายพักที่สามารถรองรับประชาชนได้หลายหมื่นคน และบ้านหลังใหม่ที่ยังมีจำนวนน้อยมาก เพื่อแทนที่หมู่บ้านที่โรฮิงญาเคยใช้ชีวิตแต่ถูกเผาไปจนหมด

ชุมชนชาวโรฮิงญาถูกกดขี่ข่มเหงในพม่ามาเป็นเวลาหลายสิบปี และกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในสภาพถูกแบ่งแยก จากการจำกัดการเคลื่อนไหวและการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ ปัจจุบันยังมีโรฮิงญามากกว่า 120,000 คน อาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นภายในเมืองสิตตะเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ ที่เป็นผลจากความรุนแรงระที่เกิดขึ้นต่อชาวโรฮิงญาในปี 2555 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน

ดิล โมฮาเหม็ด แกนนำกลุ่มโรฮิงญาที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน กล่าวกับนักข่าวเมื่อปลายเดือนก่อนว่า ผู้ลี้ภัยไม่ต้องการพักในค่าย เพราะกลัวว่าที่พักเหล่านั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ที่พักชั่วคราว

“เราจะรอที่นี่จนกว่าเราจะได้รับอนุญาตให้กลับไปที่บ้านของพวกเรา” ดิล โมฮาเหม็ด กล่าว

ทั้งนี้ พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย เคยกล่าวก่อนหน้านี้ในระหว่างร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพพม่าที่บริเวณลานกว้างขนาดใหญ่นอกกรุงเนปีดอ ที่มีนายทหารเข้าร่วมมากกว่า 11,000 นายระบุว่า “ความตึงเครียดลุกโหมขึ้นเพราะเบงกาลีเรียกร้องสิทธิความเป็นพลเมือง” โดยเขากล่าวถึงชาวโรฮิงญาด้วยคำว่า “เบงกาลี”

ความคิดเห็น

comments

About