Monday, 24/9/2018 | 12:08 UTC+7
i-News

แกนนำแห่งการละเมิดสิทธิ สหรัฐฯถอนตัวคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน

สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันอังคาร (19 มิถุนายน) พร้อมประณามสมาชิกคณะมนตรีฯว่าเป็น “พวกตีสองหน้า” พร้อมกล่าวหาว่ามีอคติต่ออิสราเอล ท่ามกลางนโยบายแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้นำสหรัฐฯ ที่ถูกวิจารณ์หนักแม้กระทั่งภรรยาของตนในการจับผู้อพยพเด็กแยกจากครอบครัว

ขณะที่ จีน-อังกฤษ ต่างแสดงความผิดหวังที่สหรัฐฯ ใช้อิสราเอลเป็นข้ออ้างในการประกาศถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ นิกกี เฮลีย์ เดินทางมายังวอชิงตัน เพื่อแถลงการตัดสินใจดังกล่าวเคียงข้าง ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะทูตสูงสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

“ประเทศต่างๆ ได้สมคบคิดกันและกันเพื่อบ่อนทำลายแนวทางเลือกชาติสมาชิกในปัจจุบัน และการมีอคติอย่างโจ่งแจ้งต่ออิสราเอลของคณะมนตรีนี้เป็นเรื่องที่ขาดสามัญสำนึก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น คณะมนตรีนี้ยกมือสนับสนุนมติประณามอิสราเอลมากกว่าองค์กรไหนๆ ในโลกรวมกันด้วยซ้ำ” พอมเพโอกล่าว

ทั้งสองยืนยันว่าอเมริกาจะยังเป็นผู้สนับสนุนงบของสิทธิมนุษยชน แต่สำหรับหลายคนแล้วมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนความเป็นปรปักษ์ของทรัมป์ต่อองค์กรโลกแห่งนี้และต่อเวทีการทูตพหุภาคีโดยทั่วไป

องค์การด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่งวิจารณ์การตัดสินใจดังกล่าวว่า เป็นการประกาศว่า อเมริกาจะไม่ให้ความสนใจต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

เกง ฉวง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวในวันพุธ (20 มิถุนายน) ว่าจีนเสียใจกับการตัดสินใจดังกล่าวของอเมริกา แต่จีนจะยังคงร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสิทธิมนุษยชนทั่วโลกผ่านการเจรจาและการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

เมื่อถูกซักถามเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ วิจารณ์จีนเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชน เขาตอบว่า อเมริกาละเลยข้อเท็จจริง และไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่มีอคติย่อมเห็นว่า จีนมีพัฒนาการอย่างชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นนี้

สิ่งพิมพ์อย่างเป็นทางการของหน่วยงานติดตามการปราบปรามการทุจริตของจีนแสดงความคิดเห็นในบทความว่า การตัดสินใจถอนตัวของอเมริกาทำให้การอวดอ้างภาพลักษณ์ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอเมริกันใกล้สูญสลาย ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายคนเข้าเมืองที่ทำให้พ่อแม่ลูกต้องพลัดพรากจากกันบริเวณชายแดนติดกับเม็กซิโกยังแสดงให้เห็นว่า วอชิงตันมือถือสากปากถือศีล ดังนั้นอเมริกาจึงไม่สามารถวิจารณ์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศอื่น

ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่สร้างความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจากปี 1989 ที่อเมริกาออกมาตรการแซงก์ชันเพื่อลงโทษที่จีนปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยรอบจัตุรัสเทียนอันเหมินอย่างรุนแรง

จีนปฏิเสธคำวิจารณ์ของอเมริกาเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชนตลอดมา ซ้ำอวดอ้างความสำเร็จในการทำให้ประชาชนนับล้านพ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ยอมอดกลั้นให้กลุ่มต่อต้านทางการเมืองแม้แต่น้อย และนับจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่ง มีทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนมากมายถูกจับกุมหรือคุมขัง ซึ่งนักเคลื่อนไหวระบุว่า เป็นการปราบปรามที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี

จีนยังออกรายงานประจำปีโจมตีปัญหาสิทธิมนุษยชนในอเมริกา เช่น การเหยียดผิว มาตรฐานทางการเมือง และความรุนแรงจากอาวุธปืน

เมื่อวันอังคาร เจ้าชายสอิ๊ด รออัด อัล-ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความเห็นว่า จากสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกในปัจจุบัน อเมริกาควรก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง

ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เจ้าชายสอิ๊ดเรียกร้องให้คณะบริหารของทรัมป์ยุตินโยบายที่ไร้จิตสำนึกในการพรากพ่อ แม่ ลูกที่ลักลอบข้ามแดนจากเม็กซิโกเข้าสู่อเมริกา

บอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวเมื่อวันอังคารเช่นกันว่า การตัดสินใจถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติของสหรัฐฯ เป็นเรื่องน่าผิดหวัง และอังกฤษจะยังคงสนับสนุนเพื่อให้คณะมนตรีมั่นคงเข้มแข็งจากภายในต่อไป

ก่อนหน้านี้ในการกล่าวเปิดการประชุม บอริส จอห์นสัน ก็ได้กล่าวหาคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในทำนองเดียวกับสหรัฐอเมริกาที่กล่าวหาว่า องค์กรแห่งนี้มีอคติต่ออิสราเอล แต่ก็ไม่ได้ประกาศถอนตัวจากองกร แต่ประกาศว่าจะค้านทุกมติที่เกี่ยวกับอิสราเอล

ความคิดเห็น

comments

About