Tuesday, 25/9/2018 | 3:13 UTC+7
i-News

รัสเซียกับปฎิบัติการโหด!! ลบมุสลิมตาตาร์จากแหลมไครเมีย

ความพยายามของรัสเซียในการยึดครองแหลมไครเมียอย่างสมบูรณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามกำจัดชนพื้นเมืองออกจากดินแดนเหล่านั้น โดยพฤติกรรมที่แทบไม่ต่างอะไรกับที่ชาวยิวทำกับชาวปาเลสไตน์

middleeasteye รายงานว่าหากคุณไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมุสลิมตาตาร์คุณก็อาจไม่คุ้นเคยกับปฎิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของสหภาพโซเวียตต่อชนกลุ่มน้อยที่พูดภาษาเตอร์กกลุ่มนี้ แม้ว่าคุณจะเคยทราบเรื่องเกี่ยวกับการใช้กลุ่มอาสาสมัครติดอาวุธที่ไม่เชื่อในพระเจ้าของโจเซฟสตาลินเพื่อกวาดล้างประชากรชาวไครเมียให้สูญพันธุ์ คุณก็อาจไม่ตระหนักถึงความพยายามในการล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันในดินแดนยึดครองของรัสเซีย

“มีโอกาสมากที่วันพรุ่งนี้เหล่าชนพื้นเมืองในไครเมียจะถูกประกาศให้เป็นอาชญากรที่เลวร้ายที่สุด และนี่จะเป็นข้ออ้างในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหม่” นาย Zair Smedlyaev ผู้นำของ Mejlis กล่าวในการสัมภาษณ์ล่าสุดกับ อัล-ญะซีเราะห์

Mejlis ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในฐานะตัวแทนของหน่วยงานที่ตั้งใจจะบอกเล่าเรื่องราวของชาวตาตาร์ และกล่าวถึงความคับข้องใจของรัฐบาลกลางยูเครน และรัฐบาลท้องถิ่นไครเมีย และสถาบันระหว่างประเทศ

แต่ในปี 2014 รัสเซียได้เข้ายึดครองดินแดนไครเมีย อย่างไรก็ตามชาว Mejlis เลือกที่จะลงประชามติสนับสนุนรัสเซีย เนื่องจากความกลัวจากความสยดสยองกับพวกเขาที่เคยเกิดขึ้นในสมัยสหภาพโซเวียต ในยุคสตาลิน จะมาเยือนพวกเขาอีกครั้ง ซึ่งในตอนนั้นชาวมุสลิมตาตาร์มากครึ่งเผชิญกับภาวะอดอยากในช่วงหลังสงคราม

เมื่อมุสลิมตาตาร์ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัสเซียในไครเมีย รัฐบาลกลางรัสเซียก็กล่าวหาว่า Mejlis เป็นองค์กรหัวรุนแรงอิสลามโดยระบุว่าพวกเขาเป็น “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” และ “ผู้ก่อการร้าย” และดำเนินการตามกฎหมายที่รวมถึงการห้ามการรวมตัวในที่สาธารณะ และห้ามการเรียนการสอนเรื่องศาสนา

นักการเมืองรัสเซียไม่ได้ปกปิดความตั้งใจจะกวาดล้างชาติพันธุ์ตาตาร์ในแหลมไครเมียที่มีกว่า 250,000 คน ในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “de-Turkification” ด้วยการกระตุ้นให้ไครเมียเปลี่ยนชื่อเป็น “Tavrida” หรือ “Tavriya” เพื่อแยกชาวตาตาร์จากไครเมีย “ที่เป็นแผ่นดินเกิดของพวกเขา”

ในปี 2017 ภารกิจการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติในประเทศยูเครนได้ออกรายงานครั้งแรกเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในแหลมไครเมีย โดยสรุปว่าสถาการณ์ต่อชาวมุสลิมตาตาร์มีเสื่อมโทรมลง “อย่างมีนัยสำคัญภายใต้การยึดครองของรัสเซีย”

ตามรายงานของ Human Rights Watch ระบุว่าหน่วยงานรักษาความปลอดภัยแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FSB) กำลังดำเนินการโจมตีบ้านของชาวมุสลิมตาตาร์ที่มีการวิจารณ์การยึดครองของรัสเซียในที่สาธารณะ หรือทางออนไลน์ โดยพบว่าชาวตาตาร์หลายคนถูกจับทรมาน และพวกเขาจะถูกจับตัวหากมีการพูดคุยเรื่องอัลกุรอาน หรือเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา

Renat Paralamov ชาวมุสลิมตาตาร์ที่ทำงานร้านขายของชำในตลาดท้องถิ่นในเมือง Nizhnegorskiy ของไครเมีย เขาถูกกักตัวไว้เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2017 ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่ม “หัวรุนแรง” หลังจาก FSB เตะประตูหน้าบ้านของเขา บุกเข้าไปในบ้าน และลากเขาไปที่รถตู้ที่จอดรออยู่ พวกเขากระทำต่อหน้าภรรยา และลูก ๆ ของเขา โดยเป็นเวลามากกว่า 24 ชั่วโมงที่ครอบครัวของเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของเขา ตามการเปิดเผยของ Human Rights Watch

FSB “ใช้ถุงคลุมหัว … และทรมานเขาโดยการใช้ไฟฟ้าช็อต” นอกจากนี้พวกเขายัง “ตีที่หน้าอก และที่ด้านหลังศีรษะ” ด้วยความพยายามบังคับให้เขาทำงานให้กับ FSB เพื่อแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ในกลุ่มชาวมุสลิมตาตาร์ให้กับทางการรัสเซีย

Paralamov พาครอบครัวหนีความโหดร้ายไปยังยูเครนร่วมกับชาวมุสลิมตาตาร์กว่า 40,000 คนที่หนีไปอยู่ที่นั่นก่อนหน้าแล้วตั้งแต่ช่วงที่รัสเซียยึดครองดินแดนไครเมียในปี 2014

นอกจากนี้ชาวมุสลิมตาตาร์ยังได้หลบหนีไปยังตุรกีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และขอลี้ภัย โดยบอกเล่าว่าเขาถูกจับตัว และถูกทุบตี เพียงเพราะเขาคุยกับเพื่อนในร้านกาแฟในท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับการยึดครองของรัสเซีย “ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนหรือหัวรุนแรงใด ๆ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “สิ่งที่รัสเซียกำลังทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง และผมคิดว่า(ชาวตาตาร์)อีกหลายคน กำลังพยายามจากหนีออกจากบ้านเกิดของพวกเขาเองในเร็ว ๆ นี้”

ในฐานะที่เป็นกองกำลังยึดครอง รัสเซียได้ให้อำนาจพิเศษเหนือกฎหมายระหว่างประเทศ ในการต่อต้านกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาจญากรรมในแหลมไครเมีย ที่รวมไปถึงการ “ควบคุมสิทธิของผู้อยู่อาศัยไครเมียรวมทั้งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุมและศาสนา” และมีอำนาจในการจับใครก็ได้มากักขังตามต้องการ ทรมาน โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

รัสเซียกำลังข่มเหงมุสลิมตาตาร์โดยไม่สนใจต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งการจับกุม และการกักขังชาวตาตาร์

เป้าหมายของรัสเซียชัดเจนมาก: เพื่อการยึดครอง และป้องกันการเพิ่มขึ้นของผู้ที่ต่อต้าน ในความพยายามที่จะขจัดชนพื้นเมืองออกจากบ้านเกิดของพวกเขา จุดมุ่งหมาย และวิธีการที่รัสเซียทำกับชาวตาตาร์ไม่ต่างจากสิ่งที่อิสราเอลทำกับชาวปาเลสไตน์ สิ่งที่พม่ากระทำกับชาวโรฮิงญา หรือแม้แต่สิ่งที่จีนกระทำต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ในดินแดนเตอร์กิสตะวันออก รวมทั้งสิ่งที่อินเดียทำกับชาวมุสลิมในรัฐอัสสัม

ก่อนหน้านี้ในปี 1920 วลาดิเมียร์ เลนิน ได้เขียนถึงเจตนารมณ์ของเขาในการทำลายพวกมุสลิมตาตาร์ในแหลมไครเมีย โดยประกาศกร้าวว่า “เราจะแบ่งแยก และปราบปรามพวกเขาให้ย่อยยับ”

ศตวรรษต่อมาชาวมุสลิมตาตาร์กำลังเผชิญวิกฤติเดียวกัน จากศัตรูคนเดียวกันคือ “รัสเซีย”

ที่มา middleeasteye

ความคิดเห็น

comments

About