Tuesday, 25/9/2018 | 3:00 UTC+7
i-News

“ประวิตร-ผู้การปัตตานี” แจง “เสี่ยโจ้” เข้ามอบตัว ข่าวเงียบเพราะไม่ได้เปิดเผย

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ประสานเสียงผู้การตำรวจปัตตานี ยืนยัน “เสี่ยโจ้” กลับไทยเข้ามอบตัวสู้ทุกคดี ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของศาล แต่ที่ไม่ได้เป็นข่าว เพราะไม่ได้มีการเปิยเผย

ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ กรณีมีข่าว นายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ “เสี่ยโจ้” ปรากฏตัวอยู่ที่ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านและสำนักงานของเขา ทั้งๆ ที่ “เสี่ยโจ้” มีสถานะเป็นจำเลยหนีโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลในคดีปลอมแปลงดวงตาประทับไม้เพื่อนำเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อปี 57 และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า เสี่ยโจ้เดินทางกลับเข้ามาในพื้นที่จริง แต่เป็นลักษณะ “ไปๆ กลับๆ” โดยมีคนดูแล จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปติดตามจับกุม

แต่เรื่องนี้ทำท่าพลิกผันเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 10 กันยายน 2561 ว่า นายสหชัยได้เข้ามอบตัวแล้ว ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวน และหารือกันในหลายหน่วยงาน

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่ “ทีมข่าวอิศรา” สอบถามไปยัง พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ที่บอกว่า เสี่ยโจ้เข้ามอบตัวตามปกติในทุกคดี และทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของศาล เพียงแต่ไม่ได้มีการเปิดเผย

เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กันยายน พล.อ.ประวิตร เพิ่งตอบคำถามสื่อมวลชนในเรื่องนี้ โดยยอมรับว่ายังไม่ได้รับรายงานเรื่อง “เสี่ยโจ้” ที่มีข่าวกลับเข้าพื้นที่ จ.ปัตตานี พร้อมทั้งบอกว่าจะให้ตำรวจเร่งออกมาชี้แจง

สำนักข่าวอิศรายังรายงานก่อนหน้านี้กรณีสาเหตุที่ “เสี่ยโจ้” มีความสำคัญก็เพราะ…

1.เขาเป็นผู้ต้องคำพิพากษาที่หนีโทษจำคุก 1 ปี 9 เดือน จากคำพิพากษาของศาลจังหวัดปัตตานี เมื่อปี 57 ฐานปลอมแปลงดวงตราประทับไม้ เพื่อนำไม้เข้ามาในราชอาณาจักร โดย “เสี่ยโจ้” ทำธุรกิจค้าไม้ และถูกค้นสำนักงานที่ อ.เมืองปัตตานี (ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหทรัพย์ทวีค้าไม้ ต.บานา อ.เมืองปัตตานี) กระทั่งพบหลักฐานดวงตราประทับไม้ปลอม จึงถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ “เสี่ยโจ้” หลบหนีไปจากศาลดื้อๆ จากการช่วยเหลือของตำรวจนายหนึ่ง ถือเป็นเหตุการณ์ “ตบหน้า” กระบวนการยุติธรรม

2.”เสี่ยโจ้” ถูกตั้งข้อสงสัยจากฝ่ายความมั่นคงว่า เกี่ยวพันกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ โดยข่าวบางแหล่งระบุว่าน่าจะเป็นขบวนการใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว และมีข่าวว่าตำรวจออกหมายจับเสี่ยโจ้ในข้อหาค้าน้ำมันเถื่อนพร้อมพวกรวม 8 คนด้วย แต่เสี่ยโจ้หลบหนี จึงยังไม่ถูกดำเนินคดี โดยตำรวจที่ให้ข่าวว่าออกหมายจับเสี่ยโจ้ในคดีค้าน้ำมันเถื่อน (ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยโดนมาก่อน) ก็คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.คนปัจจุบันนี่เอง แต่เป็นการให้สัมภาษณ์ตั้งแต่ก่อนขึ้นเป็น ผบ.ตร.

3.”เสี่ยโจ้” เคยโดนบุกค้นบ้านและสำนักงานหลายครั้ง ครั้งแรกปี 55 พบรถบรรทุกดัดแปลง สามารถขนน้ำมันได้ถึง 15,000 ลิตร และพบบัญชีรายรับจ่ายที่คาดว่าเป็นบัญชีส่วยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานถูกเผาทำลายไปบางส่วน

ครั้งที่ 2 ในเดือน มิ.ย.ปี 57 เป็นการบุกค้นทรัพย์สินเพื่อยึดทรัพย์ หลังจาก “เสี่ยโจ้” ถูกฟ้องล้มละลาย พบเงินสด ทองแท่ง และเครื่องเพชรจำนวนมาก รวมถึงดวงตราประทับไม้ปลอม จนถูกดำเนินคดีเพิ่มอีก 1 คดี และต้องหนีโทษจำคุกในที่สุด โดยการค้นสำนักงานในครั้งหลังมีข่าวว่าพบบัญชีรับจ่ายที่สงสัยว่าเป็นบัญชีส่วยที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานในภาคใต้เช่นกัน

ต่อมาในปี 58 มีการฟ้องร้องดำเนินคดีและลงโทษทางวินัยนายตำรวจระดับสูงสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการตำรวจน้ำ ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง และเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยมีหลักฐานส่วนหนึ่งอ้างถึงการรับส่วยจากเครือข่ายค้าน้ำมันเถื่อนภาคใต้ แต่เจ้าหน้าที่รายอื่นๆ ที่ถูกระบุชื่อในบัญชีส่วยแทบไม่เคยถูกตรวจสอบขยายผลเลย

4.การบุกเข้าค้นสำนักงานของ “เสี่ยโจ้” เมื่อเดือน มิ.ย.57 เป็นการเปิดไฟเขียวจาก คสช. หลังจากเพิ่งยึดอำนาจเข้ามาได้ไม่ถึง 1 เดือน ทำให้ได้รับการขานรับอย่างกว้างขวางจากประชาชนว่ามีนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล และธุรกิจผิดกฎหมาย แต่วันนี้ คสช.กลับปล่อยให้ “เสี่ยโจ้” แอบเข้าประเทศโดยไม่รู้ระแคะระคาย (มีคำยืนยันจากแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าเสี่ยโจ้กลับมาจริง แต่เป็นแบบไปๆ กลับๆ)

5.มีความพยายามเชื่อมโยงสาเหตุของสถานการณ์ไฟใต้ว่าส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ อาจมาจากปัญหา “ภัยแทรกซ้อน” ซึ่งก็คือขบวนการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเถื่อน สินค้าเถื่อน และยาเสพติด โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มาก ฉะนั้นการปรากฏตัวของ “เสี่ยโจ้” จึงต้องเป็นเรื่องใหญ่ และสมควรอย่างยิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงต้องตามจับมาให้ได้ เพราะเขาถูกพาดพิงว่าพัวพันกับขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่

ฉะนั้นอย่างน้อยก็ต้องพยายามนำตัว “เสี่ยโจ้” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดของข้อกล่าวหา ตลอดจนความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ไฟใต้

ที่มา สำนักข่าวอิศรา
ภาพประกอบข่าว อินเตอร์เน็ต

ความคิดเห็น

comments

About