Monday, 19/11/2018 | 4:28 UTC+7
i-News

ผลวิจัยเผย! 2 สายพันธุ์ของ “เชื้อเอชไอวี” มีต้นตอมาจาก “กอริลลา”

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เผยในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (2) ว่า 2 ใน 4 สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคเอดส์มาจากกอริลลาในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของแคเมอรูน

ข้อมูลใหม่นี้มีความหมายเท่ากับว่า ปัจจุบันนักวิจัยกลุ่มนี้ทราบถึงต้นกำเนิดของสายพันธุ์เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคนแล้ว

เชื้อไวรัสเอชไอวี (เอชไอวี-1) มีอย่างน้อย 4 สายพันธุ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อกรุ๊ปเอ็ม, เอ็น, โอ และพี โดยแต่ละสายพันธุ์มีต้นกำเนิดของมันเอง คือจากลิงสู่มนุษย์ ด้วยสาเหตุที่ต่างกันอย่างน้อย 4 สาเหตุ

กรุ๊ปเอ็ม และเอ็น ทราบว่ามีต้นกำเนิดมาจากลิงชิมแพนซีในแคเมอรูน แต่จนถึงตอนนี้ต้นกำเนิดของสายพันธุ์โอและพียังไม่เคยมีใครทราบมาก่อน

ผลการศึกษาครั้งนี้ที่นำทีมโดย มาร์ติน ปีเตอร์ส นักวิทยาไวรัสจากสถาบันวิจัยและพัฒนาของฝรั่งเศส (IRD) และมหาวิทยาลัยมงเปอลีเย ได้ปรากฏอยู่ในวาสารวิทยาศาสตร์ Proceedings of the National Academy of Science หรือ PNAS

กรุ๊ปเอ็มของเชื้อไวรัสเอชไอวี-1 คือสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดกว้างขวางที่สุด และเป็นต้นตอสำคัญที่สุดของการระบาดในปัจจุบันที่มีผู้ติดเชื้ออยู่มากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก

จนถึงตอนนี้ กรุ๊ปพีเพิ่งมีการถูกตรวจพบเจอในคนแค่ 2 คนเท่านั้น และกรุ๊ปโอ ซึ่งถูกตรวจพบในแอฟริกากลางและตะวันตก มีผู้ติดเชื้ออยู่ราว 100,000 คน

การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเพราะตัวอย่างอย่างพันธุกรรมจากลิงชิมแพนซีและกอริลลาจากแคเมอรูน, กาบอง, ยูกันดา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

“จากการศึกษานี้และการศึกษาอื่นๆ ที่ทีมของเราเคยจัดทำขึ้นในอดีต มันได้กลายเป็นที่แน่ชัดว่า เชื้อไวรัสซ่อนเร้นของทั้งลิงแชมแพนซีและกอริลลาสามารถที่จะข้ามพรมแดนของสปีชีส์มายังมนุษย์ได้ และมีศักยภาพพอที่จะทำให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่” ปีเตอร์สกล่าว

“การเข้าใจถึงต้นกำเนิดของโรคเกิดใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อของมนุษย์ในอนาคต” เธอกล่าวเสริม

นับตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วราว 78 ล้านคน โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายมีเสี่ยงต่อวัณโรค, โรคปอดบวม และโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) อื่นๆ

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติประเมินว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตแล้วราว 39 ล้านคน

ทั้งนี้ ทีมวิจัยนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากคณะแพทย์ศาสตร์เพเรลมานแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, มหาวิทยาลัยมงเปอลีเย, มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ และสถาบันอื่นๆ

ความคิดเห็น

comments

About