Monday, 20/5/2019 | 10:30 UTC+7
i-News

ศรีลังกาสั่งเคอร์ฟิว หลังระเบิดต่อเนื่อง 8 ครั้ง ตายพุ่ง 160

กระทรวงกลาโหมศรีลังกา สั่งประกาศใช้เคอร์ฟิวส์ในเวลากลางคืน หลังเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องแล้ว 8 ครั้งในรอบวัน ยอดตายเกือบ 160 ราย บาดเจ็บมีไม่ต่ำกว่า 400 ราย ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศความรับผิดชอบ ด้านผู้นำศรีลังกาแสดงความรู้สึกตกใจต่อเหตุร้าย ส่วนสถานทูตต่างชาติในศรีลังกาต่างออกคำเตือนพลเมืองให้อยู่ในความระมัดระวัง

เมื่อวันอาทิตย์ (21 เมษายน) เกิดระเบิดแล้วเป็นครั้งที่ 8 ที่กรุงโคลัมโบ หลังจากที่มีผู้เสียชีวิตรวมใน 7 ครั้งก่อนหน้าอยู่ที่ 160 ราย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน โดยเหตุระเบิดครั้งที่ 7 เกิดขึ้นที่โรงแรมทางใต้ของกรุงโคลัมโบย่านชานเมืองเดฮีวาลา( Dehiwala) โดยโฆษกตำรวจศรีลังกา รูวาน กูนาซาเซเกรา(Ruwan Gunasekera) กล่าวว่า การระเบิดรอบนี้มีผู้เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 2 คน

หลังจากเกิดการโจมตีตลอดทั้งวันทำให้กระทรวงกลาโหมศรีลังกาออกคำสั่งให้บังคับใช้กฎหมายการสั่งห้ามออกนอกบ้านในช่วงเวลากลางคืนโดยที่ยังไม่มีกำหนดวันยกเลิก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลแห่งชาติโคลัมโบได้ให้สัมภาษณ์กับ AFP ในช่วงแรกของวันอาทิตย์(21)ถึงการระเบิดเมื่อ 6 ครั้งก่อนหน้าว่า “ได้รับตัวผู้ป่วย 80 รายเข้ารับรักษาพยาบาล และจะยังคงมีเข้ามาเรื่อยๆ”

ตำรวจศรีลังกาให้ความเห็นว่า ระเบิด 2 ครั้งแรกสุดเกิดขึ้นที่โบสถ์ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบ และเมืองเนกัมโบ(Negombo) ชานเมืองกรุงโคลัมโบ โดยระเบิดเกิดขึ้นที่โบสถ์เซนต์ แอนโธนีย์(St Anthony’s Church) ในโคชชิกัด(Kochchikade) กรุงโคลัมโบ และอีกแห่งคือโบสถ์เซนต์ เซบาสเตียน (St Sebastian’s Church)ที่ คาตูวาปิติยา (Katuwapitiya) ในคาตานา(Katana) แต่สำนักข่าว AP รายงานว่า มีโบสถ์ 3 แห่งตกเป็นเป้าโจมตี

สำนักข่าวเดอะเนชันแนลรายงานว่า มีการระเบิดที่โรงแรมแชงกรี-ลา และโรงแรมคิงส์บิวรี (Kingsbury Hotel) กลางเมืองหลวง สอดคล้องการรายงานของตำรวจศรีลังกาที่ระบุว่า มีโรงแรมไม่ต่ำกว่า 3 แห่งในศรีลังกาเกิดระเบิดขึ้น รวมไปถึงโรงแรมซินนามอนด์ แกรนด์ (Cinnamon Grand Hotel)

โดยบริเวณชั้น 2 ของโรงแรมแชงกรี-ลาที่ถูกระเบิดมีสภาพที่เพดานและหน้าต่างได้รับความเสียหายอย่างหนัก สายห้อยระโยงระยางและโต๊ะล้มคว่ำกระจัดกระจายบนพื้นสีดำที่เต็มไปด้วยเขม่า

ตำรวจพื้นที่ได้เข้าไปตรวจภายในโรงแรมที่มีร่างผู้เสียชีวิตถูกนำออกมาจากบริเวณส่วนภัตตาคาร ส่วนบริเวณด้านนอกรั้วกั้นรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่มีร่างผู้เสียชีวิต 3 รายถูกปกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาว

โฆษกโรงพยาบาลแห่งชาติศรีลังกาให้สัมภาษณ์ว่า ทางโรงพยาบาลรับร่างผู้เสียชีวิต 47 ราย ที่รวมไปถึงชาวต่างชาติ 9 คน และมีผู้เข้ารับรักษาอาการบาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 200 คน

โดยภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นถึงภายในโบสถ์เซนต์ แอนโธนีย์ ที่มีซากปรักหักพังของหลังคาถล่มลงมาบริเวณม้านั่งยาวด้านในขณะที่ผู้ที่เดินทางมาโบสถ์ต่างพากันประคองผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ 

AFP รายงานถึงการระเบิด 6 ครั้งแรกในช่วงต้นว่า จำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ ที่ 156 คน โดยชี้ว่ามีชาวต่างชาติรวม 35 คน ซึ่งมีชาวอมริกัน อังกฤษ และดัตช์รวมอยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 400 รายโดยอ้างจากแหล่งข่าวตำรวจและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ศรีลังกาชี้ว่า ระเบิดเกิดขึ้น 6 ครั้งติดต่อกันที่โบสถ์ชาวคริสต์ 3 แห่งและโรงแรมระดับบนอีก 3 แห่ง ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นทั้งในส่วนแขกเข้าพักโรงแรมและผู้เข้าร่วมพิธีมิสซา

โดยทางเจ้าหน้าที่ศรีลังกาเชื่อว่า การโจมตีโบสถ์ 2 แห่งจากทั้งหมดเป็นฝีมือของมือระเบิดฆ่าตัวตาย ซึ่งดูเหมือนระเบิดที่โบสถ์คริสต์ 2 จุดจะเกิดขึ้นในเวลา 08.45 น. ตาม ซึ่งในเวลานี้ล่าสุด ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงตัวประกาศความรับผิดชอบ

ในขณะที่ประธานาธิบดีศรีลังกา ไมตรีปาละ สิริเสนา ออกมาแสดงความตกใจต่อเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้น แต่นายกรัฐมนตรีศรีลังกา รานิล วิกรามาสิงหะ ได้ประณามการกระทำขั้นร้ายแรงที่สุดผ่านทางทวิตเตอร์ว่าเป็นการกระทำของคนขี้ขลาด พร้อมกับขอให้ชาวศรีลังกาอยู่ในความสมานฉันท์ในช่วงวิกฤต พร้อมให้หลีกเลี่ยงข่าวโคมลอย ทางรัฐบาลพร้อมที่จะใช้มาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านบรรดาสถานทูตชาติต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในกรุงโคลัมโบได้ออกคำเตือนพลเมืองของตัวเองให้อยู่ในที่ปลอดภัย

ส่วนสายการบินศรีลังกาต่างออกมาเตือนให้ผู้โดยสารเดินทางมาถึงสนามบินล่วงหน้าอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเวลาบินเนื่องมาจากการเพิ่มมาตรการทางความมั่นคงต่อเหตุร้าย

โดย AFP รายงานอ้างเอกสารที่ไม่เปิดเผยว่า เมื่อ 10 วันก่อนหน้าทางผู้บัญชาการตำรวจศรีลังกาได้ออกคำเตือนทางด้านข่าวกรองต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่า กลุ่ม NTJ (National Thowheeth Jama’ath)กำลังวางแผนเพื่อใช้มือระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีโบสถ์สำคัญและสถานกงสุลอินเดียในกรุงโคลัมโบ

ความคิดเห็น

comments

About