ชาวมุสลิมในตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงนิวเดลี ได้ร่วมละหมาดญุมอัตของพวกเขาเป็นครั้งแรกหลังจากมัสยิดของพวกเขาถูกทำลายจากกลุ่มฮินดูหัวรุนแรง 2 วันหลังความรุนแรงที่กินเวลา 72 ชั่วโมง และทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 คน บาดเจ็บอีกนับร้อย
อาหรับนิวส์ รายงานว่า 5 วันหลังจากความรุนแรงปะทุขึ้น ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของการจลาจล และความรุนแรงของชุมชนที่เลวร้ายที่สุดในกรุงนิวเดลีในรอบหลายสิบปี
“หากพวกเขาเผามัสยิดของเราเราจะสร้างใหม่อีกครั้ง และละหมาด มันเป็นสิทธิทางศาสนาของเรา และไม่มีใครสามารถห้ามเราจากการปฏิบัติตามศาสนาของเรา” โมฮัมหมัด สุไลมานผู้ซึ่งเป็นหนึ่ง 180 คนที่ร่วมละหมาดญุมอัตบนดาดฟ้ามัสยิดที่ถูกเผาจากความไม่สงบกล่าว
ความตึงเครียดระหว่างชาวฮินดู และชาวมุสลิม เกิดขึ้นหลังจากชาวมุสลิมออกมารวมเพื่อประท้วงนโยบายนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ที่มาจากกลุ่มชาตินิยมฮินดู ในการออกกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ที่กีดกันชาวมุสลิม ตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา โดยเหตุรุนแรงประทุขึ้นคืนวันอาทิตย์ในระหว่างการเยือนอินเดียครั้งแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์
Kapil Mishra ผู้นำท้องถิ่นของพรรค Bharatiya Janata ของ Modi ที่สูญเสียที่นั่งในการเลือกตั้งท้องถิ่นของเดลีเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ออกมาเรียกร้อยให้ตำรวจออกมาสลายการประท้วงของชาวมุสลิม หากไม่เช่นนั้นเขาจะทำเอง
และดูเหมือนว่าพวกเขาทำมันจริง
การปะทะกันระหว่างม็อบชาวฮินดู และมุสลิม มีการใช้ปืน, ดาบ, แท่งโลหะ และขวาน ทำให้ถนนที่เกิดจลาจลคล้ายกับเป็นเขตสงคราม
มีตำรวจปรากฏตัวในละแวกใกล้เคียงเมื่อวันศุกร์ ชาวฮินดูร้องตะโกน “ใจศรีราม” หรือ “เรารักราม” ซึ่งเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ในขณะที่ชาวมุสลิมพยายามเข้าไปหลบในมัสยิดที่เสียหายในเหตุจลาจล
ชาวมุสลิมหลายคนบอกกับ AP ว่าครอบครัวมุสลิมส่วนใหญ่ได้ปิดบ้านของพวกเขาไว้แล้วหนีออกจากพื้นที่
กฎหมายสัญชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้นมีการอำนวยความสะดวกให้กับชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในประเทศเพื่อนบ้านของอินเดียที่เป็นมุสลิม โดยหลังผ่านร่างกฎหมายก็ทำให้ชาวฮินดู และกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุสลิมออกมาชุมนุมต่อต้านกฎหมายดังกล่าวทั่วประเทศ ด้วยเกรงว่ากฎหมายดังกล่าวจะเปิดช่องให้ชาวฮินดูจากประเทศเหล่านั้นเข้ามาแย่งงานพวกเขาในอินเดียที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 ราย
ความรุนแรงในการประท้วงครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ล่าสุดในการปะทะกันเป็นระยะเวลานานซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงที่อังกฤษได้แบ่งพื้นที่ของดินแดนชมพูทวีปในปี 2490 ทำให้ดินแดนแห่งนี้ถูกแบ่งเป็นรัฐฆาราวาสอินเดียที่มีฮินดูเป็นชนส่วนใหญ่ และรัฐอิสลามปากีสถาน
การคุ้มครองความหลากหลายทางศาสนา, วัฒนธรรม และภาษาของอินเดีย นั้นได้รับการคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ความตึงเครียดในชุมชนที่ปะทุจนกลายเป็นจลาจลเป็นครั้งคราวโดยเริ่มขึ้นเมื่อชาวฮินดูที่อาศัยอยู่ในปากีสถานอพยพไปอินเดีย และมุสลิมในอินเดียอพยพมาปากีสถาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนรวมถึงชาวฮินดู, มุสลิม, ซิกข์ และผู้คนในศาสนาอื่น
ยอดผู้เสียชีวิตในสัปดาห์นี้นับว่าเป็นความรุนแรงทางศาสนาที่เลวร้ายที่สุดในนิวเดลีตั้งแต่ปี 1984 เมื่อนายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธีถูกสังหารโดยบอดี้การ์ดชาวซิกข์ของเธอ ก่อให้เกิดเหตุจลาจลส่งผลให้ชาวซิกข์กว่า 3,000 คนถูกสังหาร
ในปี 1992 มีพวกหัวรุนแรงชาวฮินดูหลายหมื่นคนทำลายมัสยิดบาบารีย์ที่ถูกสร้างในศตวรรษที่ 16 ทางตอนเหนือของอินเดียโดยอ้างว่ามัสยิดสร้างบนบ้านเกิดของราม ทำให้เกือบ 2,000 คนถูกฆ่าตายทั่วประเทศในการจลาจลเกิดขึ้นตามมา
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทางศาสนาเกิดขึ้นตามมาคือการเกิดขึ้นพรรคฮินดูหัวรุนแรง Bharatiya Janata ที่ผ่านการเลือกตั้งมาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาของอินเดีย
ในปี 2002 รัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียได้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อรถไฟที่เต็มไปด้วยผู้แสวงบุญชาวฮินดูถูกโจมตีโดยกลุ่มมุสลิม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุวางเพลิง แต่มันได้ทำให้ชาวฮินดูราว 60 ถูกไฟเผาไหม้เสียชีวิต และเกิดความรุนแรงตามมาหลังจากนั้นที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,000 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม
Modi เป็นมุขมนตรีของ Gujarat ในเวลานั้น เขาถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนให้ชาวฮินดูก่อความรุนแรงต่อชาวมุสลิม แต่ท้ายที่สุดศาลก็ได้ตัดสินให้เขาพ้นจากความผิด
การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิมเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายในกรุงนิวเดลีเมื่อปี 2014 หลายเดือนหลังจากงานเลี้ยงของ Modi ที่เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ โดยพื้นที่เกิดเหตุในวันนั้น เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับเหตุจลาจลล่าสุด โดยทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน
