เสียงปืนใหญ่ จรวด และการโจมตีทางอากาศดังสนั่นอีกครั้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตามรายงานของ โจนาธาน เฮด BBC
หมู่บ้านต่างๆ ในเส้นทางที่ทอดยาวหลายร้อยกิโลเมตรถูกสั่งอพยพเป็นครั้งที่สองในรอบห้าเดือน ครอบครัว และสัตว์เลี้ยงนั่งอยู่บนเสื่อในที่พักพิงชั่วคราว พลางสงสัยว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน และเมื่อไหร่พวกเขาอาจถูกบังคับให้หนีอีกครั้ง
เหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้นเร็วเช่นนี้หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อตกลงหยุดยิงในเดือนกรกฎาคม?
เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นจากเหตุการณ์เล็กน้อยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เมื่อทีมวิศวกรชาวไทยที่กำลังทำงานก่อสร้างถนนในพื้นที่พิพาทชายแดน ถูกทหารกัมพูชายิงใส่ ตามรายงานของกองทัพไทย ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในอดีต ปัญหานี้อาจได้รับการแก้ไขด้วยการเจรจาทางการทูตที่ฉับไว แต่ในปีนี้กลับแทบไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นเลย ตรงกันข้าม กลับมีช่องว่างแห่งความไม่ไว้วางใจอย่างมหาศาลระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ ซึ่งแม้แต่ความสามารถในการเจรจาต่อรองของทรัมป์ก็ยังไม่สามารถเชื่อมช่องว่างนี้ได้
แม้ว่าทรัมป์จะอ้างว่าได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์แล้ว แต่การหยุดยิงที่เขาบังคับใช้กับทั้งสองประเทศในเดือนกรกฎาคมนั้นก็เปราะบางมาโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากเกี่ยวกับการทำให้ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ และยอมตกลงหยุดยิงก็เพราะทรัมป์บีบให้ต้องขึ้นภาษีนำเข้า ในขณะนั้นทั้งไทยและกัมพูชาเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดเส้นตายในการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าส่งออกที่สำคัญไปยังสหรัฐฯ ให้ต่ำลงอย่างมาก
ในทางตรงกันข้าม กัมพูชายินดีต้อนรับการแทรกแซงจากภายนอกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประเทศที่เล็กกว่า จึงรู้สึกเสียเปรียบในการเจรจาทวิภาคีกับไทย
แต่บริเวณชายแดน กองกำลังของกัมพูชายังคงปะทะกับกองทัพไทยอย่างต่อเนื่อง และที่แน่ๆ คือ การวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ทำให้ทหารไทย 7 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียแขนขา ซึ่งเป็นการกระทำที่สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนชาวไทยอย่างแน่นอน ประเทศไทยได้นำเสนอหลักฐานที่น่าเชื่อถือในเรื่องนี้ กล่าวหาว่ากัมพูชากระทำการโดยไม่สุจริต และปฏิเสธที่จะปล่อยตัวทหาร 18 นายที่ถูกจับเป็นเชลยในเดือนกรกฎาคม
นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ข้อจำกัดใดๆ ที่มีต่อกองทัพไทยก็หมดไป นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นผู้นำรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย และกำลังเผชิญกับความท้าทายอื่นๆ อีกมากมาย เขาได้มอบอำนาจเต็มให้แก่กองทัพในการจัดการความขัดแย้งบริเวณชายแดนตามที่เห็นสมควร
กองทัพบกกล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างความเสียหายให้แก่กองกำลังกัมพูชาอย่างเพียงพอ เพื่อให้แน่ใจว่ากองกำลังกัมพูชาจะไม่สามารถคุกคามชุมชนชายแดนได้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังต้องการยึดครองตำแหน่งบนยอดเขาหลายแห่ง ซึ่งจะทำให้ทหารของตนได้เปรียบมากขึ้นในการสู้รบกับกองกำลังกัมพูชาในอนาคต
ทั้งสองฝ่ายได้เคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ ตำแหน่งเหล่านี้ตลอดทั้งปี โดยพยายามเสริมความแข็งแกร่งของเส้นทางคมนาคมและป้อมปราการโดยรอบ
ฝ่ายไทยเชื่อว่าพวกเขากำลังเดินหน้าผลักดันกองทัพกัมพูชาถอยกลับไปได้สำเร็จ จนกระทั่งถูกบังคับให้หยุดในเดือนกรกฎาคม กองทัพกล่าวว่าตอนนี้พวกเขาต้องการดำเนินการให้เสร็จสิ้นภารกิจนี้
นอกจากนี้ ยังมองว่าบทบาทในการปกป้องดินแดนของประเทศไทยเป็นบทบาทอันศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าความขัดแย้งนี้จะเกี่ยวข้องกับดินแดนเล็ก ๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ก็ตาม
แรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังผู้นำกัมพูชานั้นยากที่จะคาดเดาได้มาก
อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ยังคงเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง โดยชักใยบุตรชายของเขา คือนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต์ คนปัจจุบัน เขากล่าวต่อสาธารณะเรียกร้องให้ทหารของเขายับยั้งชั่งใจ พร้อมทั้งพรรณนาว่ากัมพูชากำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านที่ทรงอำนาจกว่ารังแก และต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงของเขาในข้อพิพาทชายแดนที่กำลังคุกรุ่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเปิดเผยบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่เป็นความลับกับนายกรัฐมนตรีไทยในขณะนั้นอย่าง แพทองทา ชินวัตร ซึ่งบิดาของเขาคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนทางธุรกิจของฮุน เซน มาอย่างยาวนาน
คำพูดที่หลุดออกมาของเธอ ซึ่งเป็นการยกย่องเขาและประณามผู้บัญชาการกองทัพของเธอเองว่าใจร้อนเกินไปนั้น เป็นหายนะสำหรับเธอและบิดาของเธอ รัฐบาลของเธอล่มสลาย บิดาของเธอถูกจำคุก และคนไทยจำนวนมาก แม้แต่ผู้ที่ต่อต้านตระกูลชินวัตรอย่างรุนแรง ก็รู้สึกไม่พอใจกับความรู้สึกที่ว่ากัมพูชากำลังแทรกแซงการเมืองไทย
ปัจจุบันความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยสนับสนุนแนวทางที่แข็งกร้าวของกองทัพต่อกัมพูชามากขึ้น
ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถยุติความขัดแย้งอย่างรุนแรงอีกครั้งเหมือนที่เคยทำในเดือนกรกฎาคมได้หรือไม่?
แต่ถ้าสิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่การหยุดยิงอีกครั้ง ก็คงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นก่อนที่การสู้รบจะปะทุขึ้นอีก และประเทศไทยได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ายังไม่พร้อมสำหรับการเจรจาทางการทูต ประเทศไทยกล่าวว่ากัมพูชาต้องแสดงความจริงใจก่อนจึงจะพร้อมที่จะพยายามขอหยุดยิงอีกครั้ง
ความหมายที่แท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน แต่เป็นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการยุติการใช้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างเด็ดขาดและสามารพิสูจน์ได้จริง
