ศาลปกครองสงขลา มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 48/2566 เมื่อวันที่ 13 มกราคม กรณีนักเรียนหญิงมุสลิมถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศและถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน เนื่องจากสวมผ้าคลุมศีรษะ (ฮิญาบ) โดยศาลวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้บริหารโรงเรียนเป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอาศัยระเบียบโรงเรียนที่ขัดหรือแย้งกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นกฎหมายลำดับสูงกว่า
คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือ นักเรียนหญิง และบิดา เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม
ฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล, คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย, ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ถูกห้ามเข้าปฐมนิเทศ เหตุสวมฮิญาบ
ข้อเท็จจริงในคดีระบุว่า ผู้ฟ้องคดีสอบผ่านและยืนยันสิทธิ์เข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย แต่ในวันปฐมนิเทศเมื่อ พฤษภาคม 2566 ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากผู้ฟ้องคดีแต่งกายโดยสวมฮิญาบ ถูกอ้างว่าผิดระเบียบโรงเรียนว่าด้วยการแต่งกายนักเรียน พ.ศ. 2528
แม้บิดาของผู้ฟ้องคดีจะทำหนังสือขออนุญาตให้บุตรสาวแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม และมีการหารือระหว่างผู้ปกครองกับสถานศึกษา แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ต่อมาผู้ฟ้องคดีถูกกดดันให้ลาออกจากโรงเรียน และต้องย้ายไปศึกษาต่อในโรงเรียนอื่นแทน จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนการกระทำของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องค่าเสียหาย
ศาลวินิจฉัย 2 ประเด็นสำคัญ
ศาลปกครองสงขลาได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยที่สำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่
- ความชอบด้วยกฎหมายของข้อ 19 แห่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551
- ความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนสวมฮิญาบและเข้าร่วมกิจกรรม
ศาลวินิจฉัยในประเด็นแรกว่า ข้อ 19 ของระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2551 เป็นบทเฉพาะกาลที่ชอบด้วยกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจากการเปลี่ยนเครื่องแบบ และไม่ได้ตัดสิทธิในการแต่งกายตามหลักศาสนาของนักเรียนมุสลิม เนื่องจากสิทธิดังกล่าวได้รับการรับรองไว้แล้วตามข้อ 12 ของระเบียบเดียวกัน ศาลจึงไม่เพิกถอนบทบัญญัติดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สอง ศาลเห็นว่า ระเบียบโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย พ.ศ. 2528 ขัดหรือแย้งกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2551 ข้อ 12 รวมถึงขัดต่อมาตรา 26 มาตรา 27 วรรคสาม และมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งรับรองสิทธิของนักเรียนในการแต่งกายตามหลักศาสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงไม่มีอำนาจอ้างระเบียบโรงเรียนเพื่อห้ามนักเรียนหญิงมุสลิมสวมฮิญาบ และการไม่อนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงการกดดันให้ลาออก ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แม้จะอ้างว่าได้อนุญาตให้นักเรียนหญิง แต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามได้มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า นักเรียนหญิงคนดังกล่าวได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสงขลา คดีหมายเลขดําที่ 36/2566 ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลามเช่นกัน
และยังพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ชําระเงินเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจํานวน 50,000 บาท ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
วางบรรทัดฐานสิทธิทางศาสนาในสถานศึกษา
คำพิพากษานี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญด้านสิทธิเสรีภาพทางศาสนาในสถานศึกษาของรัฐ โดยศาลยืนยันหลักการตามรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาคและเสรีภาพในการนับถือและปฏิบัติตามศาสนา พร้อมตอกย้ำว่า ระเบียบของโรงเรียนซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรอง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายลำดับสูงกว่า และไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของนักเรียนได้
