เมื่อวันจันทร์ (10 ตุลาคม) ประธานาธิบดีตุรกี รอยับ ตอยยิบ แอร์โดกัน ลงนามข้อตกลงความร่วมมือก่อสร้างระบบท่อส่งแก๊สใต้ทะเลกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ในเมืองอิสตันบูลระหว่างการเยือนตุรกีอย่างเป็นทางการของผู้นำรัสเซีย ที่นอกจากหารือกระชับความสัมพันธ์ทางด้านพลังงานแล้ว ด้านความมั่นคงรัสเซียยังเสนอตัวเข้าร่วมประมูลระบบป้องกันภัยทางอากาศของตุรกี ขณะที่ผู้นำทั้งสองยังหารือในประเด็นการค้า การท่องเที่ยว และการหาจุดยืนร่วมกันในปัญหาซีเรียแต่ยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว
รอยเตอร์รายงานวันอังคาร (11 ตุลาคม) ว่า ประธานาธิบดีตุรกี รอยับ ตอยยิบ แอร์โดกัน เป็นเจ้าภาพรับรองการมาเยือนอย่างเป็นทางการของผู้นำรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ที่เรือนรับรอง อ็อตโตมาน-อีรา วิลลา(Ottoman-era villa) ในวันจันทร์ (10)
ในการพบปะผู้นำของทั้งสองชาติยังได้ลงนามข้อตกลงก่อสร้างระบบท่อส่งแก๊สใต้ทะเล กระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงาน โดยในการแถลงการณ์ร่วม แอร์โดกันประกาศว่า “ในวันนี้ ได้มีโอกาสใช้เวลาทั้งวันในการหารือความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้งสองชาติกับประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งทำให้ผมมีความมั่นใจว่าความสัมพันธ์ระดับปกติกับรัสเซียนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างก้าวกระโดด”
รอยเตอร์ชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี ชาติสมาชิกองค์การนาโตและรัสเซียเกิดขึ้นเนื่องมาจากทั้งสองชาติต้องตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตทางเศรษฐกิจ และถูกชาติตะวันตกหมางเมิน
ด้านผู้นำรัสเซียได้ประกาศว่า มอสโกตัดสินใจยกเลิกการคว่ำบาตรอาหารบางประเภทจากตุรกี ซึ่งคำสั่งคว่ำบาตรเกิดขึ้นหลังจากตุรกีได้ยิงเครื่องบินขับไล่รัสเซียตกใกล้พรมแดนซีเรียในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และนอกจากนี้ผู้นำชาติทั้งสองยังได้ประกาศจะพยายามให้ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้งสองชาติกลับคืนสู่ระดับปกติอย่างเต็มรูปแบบในไม่ช้า
ในการพบปะเมื่อวันจันทร์ (10) ได้มีการลงนามข้อตกลงระบบท่อส่งแก๊สใต้ทะเล เติร์กสตรีม (TurkStream) ซึ่งจะทำให้ทางรัสเซียสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเองในตลาดพลังงานยุโรป และยังสามารถตัดเส้นทางการส่งซัปพลายไปยังยูเครน ซึ่งถือเป็นเส้นทางเดียวของรัสเซียในการส่งแก๊สเข้าสู่ยุโรปในปัจจุบันนี้
รอยเตอร์รายงานต่อว่า โปรเจกต์เติร์กสตรีมเกิดขึ้นเมื่อทางรัสเซียตัดสินใจล้มเลิกโครงการระบบท่อส่งแก๊สเซาท์สตรีมเข้าไปยังบัลแกเรียเนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปที่มีความต้องการลดการพึ่งพาด้านพลังงานจากรัสเซีย
โดยในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวานนี้ (10) แอร์โดอันยังประกาศต่อว่า โครงการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซียในตุรกีรุดหน้า ซึ่งในปี 2013 บริษัทนิวเคลียร์ คอร์เปอร์เรชัน โรซาตอม (Rosatom) ของมอสโกประสบความสำเร็จในการคว้าสัญญาการก่อสร้างมูลค่า 20 พันล้านดอลลาร์ในการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 4 โรง ซึ่งจะกลายเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของตุรกี แต่กระนั้นความคืบหน้าในการก่อสร้างต้องหยุดลงชั่วคราวหลังจากที่ตุรกีและรัสเซียมีปัญหาเนื่องมาจากเครื่องบินขับไล่ของรัสเซียถูกกองทัพตุรกียิงตก
นอกจากนี้ตุรกียังประกาศพร้อมที่จะรับข้อเสนอจากรัสเซียสำหรับการประมูลสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกลของตุรกี หลังจากตุรกีเพิ่งยกเลิกข้อตกลงเบื้องต้นในโครงการดังกล่าวกับจีนไปก่อนหน้านี้หลังถูกชาติในสหภาพยุโรปกดดัน
รอยเตอร์รายงานต่อว่า สำหรับปัญหาซีเรีย พบว่าตุรกีและรัสเซียมีความเห็นต่างในหลายด้าน โดยผู้นำตุรกีได้กล่าวถึงปัญหาซีเรียว่า “มีความอ่อนไหวมาก” แต่ยอมรับว่าเขาได้มีการพูดคุยกับปูตินในวันจันทร์ (10) เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของกองทัพตุรกีในซีเรีย
โดยทั้งแอร์โดอันและปูตินประกาศว่า พวกเขามีความเห็นร่วมกันในความสำคัญของการส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เข้าไปยังเมืองอะเลปโป “เราทั้งสองมีจุดยืนร่วมในประเด็นการส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ไปยังเมืองอเลปโป ซึ่งประเด็นสำคัญเฉพาะหน้าคือการรับประกันความปลอดภัยการส่งความช่วยเหลือ” ประธานาธิบดีรัสเซียแถลง และยืนยันว่าตัวเขาเห็นด้วยกับแอร์โดอันในแง่การเพิ่มการติดต่อทางการทหาร
รอยเตอร์ชี้ว่า ถึงแม้ว่าตัวผู้นำตุรกีจะออกมากล่าวถึงการพูดคุยเพิ่มเติมในอนาคตกับรัสเซียถึงปัญหาซีเรีย แต่ทว่าดูเหมือนว่าจะมีสัญญาณความเป็นไปได้น้อยมากที่จะบ่งบอกถึงความคืบหน้าในการนำไปสู่การยุติความเห็นต่างเหล่านั้น ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่ารัสเซียสนับสนุนระบอบการปกครองชีอะห์ของ บาชาร์ อัล-อัสซาด ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อฝ่ายต่อต้านซีเรีย ในขณะที่ตุรกีสนับสนุนฝ่ายต่อต้านซีเรีย และต้องการที่ต้องการปลดปล่อยตนเองออกจากการปกครองที่กดขี่ของอัสซาด
ในแถลงการณ์ร่วม ประธานาธิบดีตุรกีแอร์โดอันกล่าวต่อว่า “เราทั้งคู่หารือในการที่ทั้งตุรกีและรัสเซียจะร่วมมือกันได้อย่างไร โดยเฉพาะด้านการส่งเครื่องบรรเทาทุกข์เข้าไปยังเมืองอเลปโป ยุทธศาตร์ใดที่พวกเราจำเป็นต้องใช้ในการทำให้ชาวอเลปโปได้สันติภาพ” และกล่าวต่อว่า “เราทั้งสองชาติมาพร้อมกับกระทรวงต่างประเทศ และผู้นำกองทัพระดับสูง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง”
