สหประชาชาติ เรียกร้องให้พม่าดำเนินการสอบสวนในรายงานที่ว่ากองกำลังทหารได้สังหารพลเรือน และเผาหมู่บ้านในรัฐยะไข่ ในรายงานล่าสุดที่ระบุว่า มีการบังคับไล่ที่ประชาชนในการปราบปรามที่อ้างว่าเป็นการรักษาความปลอดภัย

หน่วยงานบรรเทาทุกข์ประเมินว่า มีผู้คนมากกว่า 15,000 คน ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของตนเองนับตั้งแต่ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ติดกับชายแดนบังกลาเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่

กำลังทหารจำนวนมากถูกส่งเข้ามาในพื้นที่ทันทีหลังมีข่าวกองกำลังที่ใช้มีด ไม้ และปืนเป็นอาวุธ ได้บุกโจมตีด่านตรวจของตำรวจในวันที่ 9 ตุลาคม โดยทหารได้เริ่มปฎิบัติการบุกค้นหมู่บ้านชาวโรฮิงญาในทันที

ประชาชนเกือบทั้งหมดในพื้นที่ปิดล้อมเป็นชาวโรฮิงญา ที่รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองของอดีตนายพลเต็ง เส่ง ต้องการกำจัดให้ออกจากพื้นที่โดยกล่าวหาว่าโรฮิงญาเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ

ในคำแถลงที่ออกเมื่อค่ำวันจันทร์ (24) ระบุว่า สหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าดำเนินการตรวจสอบอย่างเหมาะสม และทั่วถึงต่อข้อกล่าวหาถึงการละเมิดดังกล่าว

ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ ระบุว่า มีรายงานเกี่ยวกับการเผาบ้านเรือน และมัสยิด รวมทั้งการควบคุมตัว และยิงพลเรือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งยังมีข้อกล่าวหาซ้ำๆ เกี่ยวกับการจับกุมตัวโดยพลการ และการวิสามัญฆาตกรรมภายในบริบทของการดำเนินการรักษาความปลอดภัย ที่รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการที่เป็นการล่วงละเมิดของทหารนั้นยากจะตรวจสอบ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดวิตกว่า จะซ้ำรอยเหตุความไม่สงบในปี 2555 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน หมู่บ้านชาวโรฮิงญาจำนวนมากถูกเผาทำลาย และขับไล่พวกเขาออกจากแผ่นดินเกิด ทำให้ชาวโรฮิงญานับแสนคนต้องกลายเป็นผู้ไรที่อยู่อาศัยในชั่วข้ามคืน

กองกำลังรักษาความปลอดภัยได้สังหารผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 31 คน ที่อ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเองจากการโจมตี ตามการรายงานของสื่อทางการ และทหาร แต่เจ้าหน้าที่จากโครงการอาระกัน ระบุว่า ข้อมูลที่ได้รับจากคนในพื้นที่ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่านั้น

ประชาชนยังกล่าวว่า การปราบปรามที่นำโดยทหาร รวมทั้งกองกำลังตำรวจรักษาชายแดน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดเห็น

comments

By admin