เจ้าชาย Khaled Al-Faisal ผู้ว่าการมหานครมักกะห์ และที่ปรึกษากษัตรย์ซัลมาน ตรวจความพร้อมในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการแปลงสัญชาติของชาวพม่าเกือบ 2 แสนคนที่อาศัยอยู่ในซาอุดิอาระเบีย

โดยเจ้าชาย Faisal bin Mohammad รองผู้ว่าราชการฝ่ายการจัดการสิทธิ และประธานกรรมการในการแปลงสัญชาติชาวพม่า 190,000 คนที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการอยู่อาศัยตามกฎหมายในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมือของผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชน โดยทางการได้มีการยกเว้นค่าปรับสะสมที่เกิดจากการอยู่อาศัยที่ผิดกฎหมายก่อนหน้านี้หลายปี และยังไม่สามารถต่ออายุหนังสือเดินทางได้

นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า 7,428 ได้รับประโยชน์จากการตัดสินของศาลในด้านสถานะที่ได้จากการแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ หรือลูกที่เกิดจากการสมรสก็ได้รับสวัสดิการตามกฎหมายซาอุดิอาระเบีย

นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงแรงงาน และการพัฒนาสังคมของมักกะห์ก็ช่วยในสนับสนุนการเปลี่ยนสถานะของแรงงาน รวมไปถึงการเปลี่ยนอาชีพ โดยพม่าเป็นแรงงานที่มีจำนวน 1 ใน 4 ของแรงงานต่างชาติในโครงการ Nitaqat รวมถึงการดูแลเม่บ้านชาวพม่ารวมทั้งครอบครัวของพวกเขา และยังรวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนงานของพวกเขาด้วย

สำกรับด้านสาธารณสุขมีชาวพม่ากว่า 83,000 คน ได้รับผลประโยชน์จากการฉีดวัคซีนต้านเชื้อวัณโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และโรคบาดทะยัก ที่สำนักงานใหญ่ศูนย์การแพทย์ ส่วนด้านการรักษาพยาบาลมีชาวพม่าประมาณ 750 รายที่เจ็บป่วยและถูกส่งตัวไปรักษาต่อโดยศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลในนครเมกกะห์

โดยสำนักงานใหญ่ศุนย์การแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล และบริการส่งต่อผู้ป่วยทั้งหมด

นอกจากนี้การบริการด้านสุขภาพในท้องถิ่นยังมีการรักษาพยาบาลชาวพม่า 2,257 กรณีสำหรับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B หรือ C นอกเหนือไปจากการเจ็บป่วยอื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 25 ล้านริยาด(250 ล้านบาท)

โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการบริการสุขภาพ ในชุมชนชาวพม่าทั้งหมดประมาณ 782 ล้านริยาด(7,820 ล้านบาท)

ขณะที่รายงานสถานะด้านการศึกษาของชุมชนชาวพม่าในโรงเรียนสังกัดองค์กรการกุศลต่างๆ ที่มักกะห์ ประมาณ 121 โรงเรียน โดยมีนักเรียนชาวพม่าในระดับการศึกษาต่างๆ จนถึงระดับมัธยมศึกษา 62,650 คน และยังมีเยาวชนชาวพม่าอีก 1,307 คนที่ได้รับทุนให้ศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

รายงานยังระบุอีกว่ามีการบริการอาหารฟรี 1,500 มื้อต่อวัน และน้ำดื่มในภาชนะบรรจุรวม 2,000 ชุดต่อวัน

นอกจากนี้ยังมีองค์กร NGOs จาก สมาคมบริการสุขภาพซัมซัม และสมาคมชิฟาอ์ ได้เข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดูแลสุขภาพชาวพม่าอีก 11,682 คนด้วย

ความคิดเห็น

comments

By admin