มติชนออนไลน์รายงานเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 14.00 น. ที่ สำนักงานอัยการ จังหวัดปัตตานี นายสมชาย หอมลออ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และนางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการ โดยมีประชาชนที่ทราบข่าวเดินทางเข้าให้กำลังใจ เพื่อขอให้พนักงานอัยการอำนวยความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการในการสั่งคดี ขอให้พนักงานอัยการสั่งตามที่เห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลสำคัญเพิ่มเติม รวมทั้งพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่า คดีฟ้องหมิ่นประมาทจากเหตุเผยแพร่รายงานฯ เป็นการฟ้องร้องข้อหาที่นิติบุคคลอาจไม่มีอำนาจฟ้อง โดยให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.)ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปได้ จึงเป็นหน่วยงานที่สามารถถูกตรวจสอบได้โดยประชาชน อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญาที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นกฏหมายที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวบุคคลไม่ให้ถูกละเมิด มิได้มุ่งที่จะคุ้มครองนิติบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานของรัฐจากการถูกตรวจสอบและวิพากวิจารณ์ ดังนั้น กอ.รมน.จึงมิไช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด
สำหรับที่มาของคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี กลุ่มด้วยใจ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้จัดทำรายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2557-2558 โดยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ทรมาน จำนวน 54 ราย และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 ได้ส่งรายงานดังกล่าวให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 และพล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อไปตรวจสอบข้อกล่าวอ้างดังกล่าว และเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 ได้มีการเผยแพร่ในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 กอ.รมน.ภาค 4 ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานี ให้ดำเนินคดีนักสิทธิมนุษยชนทั้งสาม ในข้อหาหมิ่นประมาทและละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ 2550
โดยภายหลังยื่นหนังสือแล้ว พนักงานอัยการได้นัดนักสิทธิทั้งสามคนมารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 21 มีนาคม 2560 เวลา 14:00 น. ณ สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เห็นว่า การจัดทำรายงาน “สถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีฯ ในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557 – 2558” ได้มีการจัดเก็บข้อมูลตามหลักวิชาการที่มุ่งประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยที่การนำเสนอเป็นไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานราชการตรวจสอบกรณีการกระทำทรมานฯ รวมทั้งการเปิดเผยการทรมานฯที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดทำรายงานยังเป็นการสร้างหลักประกันสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน สร้างความเข้มแข็งให้แก่หลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม การดำเนินคดีต่อนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามนี้ จึงไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ และอาจเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ของพลเมือง ปิดปากไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบและรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
“การกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือเป็นความผิดทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกระทำทรมานฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะเวลา 13 ปีนับแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่ได้ปฎิบัติตามพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการประติบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ 1984” ที่กำหนดกรอบการป้องกันการกระทำทรมานฯ การชดใช้เยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า การที่พนักงานสอบสวนทำการส่งตัวบุคคลทั้งสามให้พนักงานอัยการในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลเป็นอย่างมากแก่องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่มีบทบาทในการส่งเสริม คุ้มครอง ปกป้องสิทธิมนุษยชนและต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ โดยวันนี้ได้มีผู้แทนจากสถานฑูต องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศและระหว่างประเทศ องค์การข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นักวิชาการ นักกฎหมาย รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ มาสนับสนุนและให้กำลังใจนักสิทธิมนุษยชนทั้งสามในครั้งนี้ด้วย
