ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่ากล่าวป้องการปราบปรามรุนแรงทางทหารต่อชาวมุสลิมโรฮิงญาโดยเปรียบเทียบกับความพยายามแก้ไขปัญหาของอังกฤษต่อความขัดแย้งทางศาสนาในไอร์แลนด์เหนือ ตามคำแถลงที่ออกในวันศุกร์ (12)
ผู้สืบสวนของสหประชาชาติเชื่อว่ากองกำลังรักษาความมั่นคงของพม่าอาจดำเนินการล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยระหว่างปฏิบัติการที่กินเวลานานหลายเดือนในพื้นที่ทางเหนือของรัฐยะไข่
การดำเนินการทางทหารได้ทำให้ชาวโรฮิงญาเสียชีวิตหลายร้อยคนและอีกกว่า 75,000 คน หลบหนีข้ามพรมแดนเข้าฝั่งบังกลาเทศ พร้อมกับเรื่องราวการข่มขืน ทรมาน และสังหารหมู่โดยทหาร
พม่าโต้แย้งข้อกล่าวหาเหล่านั้นโดยระบุว่ากองกำลังทหารดำเนินการปฏิบัติการปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบตามที่จำเป็นที่กินเวลาหลายเดือน โดยอ้างเหตุโจมตีด่านตรวจตำรวจชายแดนบังกลาเทศในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า เปรียบเทียบการปราบปรามกับปฏิบัติการของอังกฤษในไอร์แลนด์เหนือ ในระหว่างการหารือกับโจนาธาน พาวเวลล์ อดีตหัวหน้าคณะผู้เจรจาระดับสูงของรัฐบาลอังกฤษในกระบวนการสันติภาพที่นำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพกู๊ดฟรายเดย์ ในปี 1998 ที่ยุติความรุนแรงระหว่างชาวไอริชชาตินิยมนิกายคาทอลิกและชาวอังกฤษโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือ
“หลังการโจมตีของผู้ก่อการร้าย กองทัพพม่าได้ช่วยเหลือตำรวจดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคง” ผู้บัญชาการทหารพม่ากล่าว ตามที่ระบุในคำแถลงซึ่งเผยแพร่ในวันศุกร์ (12)
“เหตุการณ์เช่นนี้คล้ายกับที่ไอร์แลนด์เหนือ” พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าว
ในโอกาสเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการกองทัพพม่ายังกล่าวประณามการอ้างสิทธิความเป็นพลเมืองของชาวมุสลิมโรฮิงญามากกว่า 1 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ซึ่งทหาร และกลุ่มชาตินิยม อ้างว่าคนกลุ่มนี้เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศและเรียกคนเหล่านี้ว่า “เบงกาลี”
ความรุนแรงระหว่างชุมชนในปี 2555 ส่งผลให้ชาวโรฮิงญามากกว่า 120,000 คน ต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพคล้ายกับถูกแบ่งแยกและเข้าถึงอาหาร การดูแลสุขภาพ หรือการศึกษาได้เพียงเล็กน้อย
“อย่างแรก พวกเขาต้องยอมรับตัวเองว่าเป็นเบงกาลี ไม่ใช่โรฮิงญา จากนั้น คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นจำเป็นต้องยอมรับการคัดแยกแจกแจง ลงทะเบียน และตรวจสอบสิทธิความเป็นพลเมืองอย่างละเอียดตามกฎหมาย” พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าว
