ยูเนสโกได้ลงมติให้มัสยิดอิบรอฮีม และเขตเมืองเก่าเฮบรอน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของปาเลสไตน์แม้จะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอลในความพยายามกดดันให้ชาติสมาชิกยกเลิกการลงมติ

MEMO รายงานว่าในการลงคะแนนที่เป็นแบบลับปรากฎว่ามีชาติสมาชิก 12 ประเทศโหวตให้การรับรอง ขณะที่ 3 ประเทศไม่เห็นด้วย และมี 6 ประเทศงดออกเสียง

รายละเอียดตามข้อเสนอของจอร์แดนระบุว่า: ในขั้นแรกเมืองเก่าเฮบรอน และมัสยิดอิบราฮิม เป็นมรดกตกทอดของปาเลสไตน์ และควรได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก และขั้นตอนต่อไปคือการยืนยันว่าทั้งสองแห่งกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการคุกคามของอิสราเอล ซึ่งจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกเปิดการประชุมเพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯในการขัดความที่รวมถึงการที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกันประจำสหประชาชาติ Nikki Haley ได้ส่งจดหมายถึงเจ้าหน้าที่อาวุโสสองคนของสหประชาชาติเพื่อขอให้พวกเขาคัดค้านความพยายามของชาวปาเลสไตน์

สัปดาห์ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ Tzipi Livni ของอิสราเอลเรียกร้องให้ ยูเนสโกยกเลิกความพยายามในการออกเสียงลงคะแนนในข้อเสนอดังกล่าวว่าโดยระบุว่า “การตัดสินใจเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายต่อการเชื่อมต่อกัน [เยรูซาเล็มและฮีบรอน] ของคนอิสราเอล แต่ยูเนสโกควรหันมาส่งเสริมความร่วมมือร่วมกัน”

ทั้งนี้อิสราเอลได้พยายามในการคุกคามมัสยิดอิบรอฮีมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างใกล้กับพื้นที่ และความพยายามในการทำให้มัสยิดถูกยกเลิกใช้งานโดยล่าสุดได้ออกคำสั่งห้ามการประกาศเสียงอาซานผ่านทางหออาซานของมัสยิดด้วย

ความคิดเห็น

comments

By admin