กลุ่มประเทศอาหรับแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่พอใจ หลังสหรัฐฯ ใช้สิทธิ์ในการยับยั้งมติของสหประชาชาติ เมื่อวันจันทร์(16 ธันวาคม)ที่ให้ประเทศสมาชิกไม่ยอมรับการประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการรับรองกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล โดยมติดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกอื่นทั้ง 14 ชาติในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
Nabil Abu Rudeina โฆษกกระทรวงการต่างประเทศปาเลสไตน์ ประณามการวีโตของสหรัฐฯ เท่ากับเป็นการเยาะเย้ยของประชาคมระหว่างประเทศ และเป็นการต่ออายุให้สัมปทานในการยึดครองของอิสราเอล
Abu Rudeina ย้ำว่าการวีโตมติของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะนำไปสู่การโดดเดียวตัวเอง และเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาคนระหว่างประเทศ
ด้านกลุ่มฮามาสกล่าวในคำแถลงการณ์ว่าเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์ตลอดไป และการตัดสินใจของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงนี้
ในแถลงการณ์ของฮามาสยังได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ และโลกอาหรับ และโลกอิสลามทำหน้าที่ในการปกป้อง รักษากรุงเยรูซาเล็ม และสถานที่สำคัญ พร้อมชี้ว่าอิสราเอลว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันของกรุงเยรูซาเล็มได้
ขณะที่ Riyad Mansour เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำสหประชาชาติกล่าวว่า “เป็นเรื่องขัดแย้งกันว่าในขณะที่เรากำลังรอแผนสันติภาพจากสหรัฐฯ แต่คณะผู้บริหารสหรัฐฯ กลับทำลายกระบวนการสันติภาพ”
“การตัดสินใจของสหรัฐฯ เท่ากับเป็นการสนับสนุนให้อิสราเอลยังคงมีการก่ออาชญากรรมต่อชาวปาเลสไตน์ และยังคงยึดครองดินแดนของเราอยู่เรื่อย ๆ สำนวนที่สวนหรูไม่สามารถปิดบังความจริงในการยึดครองนี้ได้” Mansour กล่าว
Merzuk Ali El Ganim โฆษกรัฐสภาคูเวตกล่าวในแถลงการณ์ว่า “ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับมาตรการแต่เพียงฝ่ายเดียวในการรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล แสดงให้เห็นว่า เราไม่ใช่ผู้เดียวในความกังวลนี้ และความกังวลของเป็นความกังวลที่สอนคล้องกับกลุ่มโลกเสรี”
นอกจากนี้เขายังกล่าวขอบคุณอียิปต์สำหรับความพยายามในการเสนอร่างมติดังกล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นเหมือนการลงประชามติของประชาคมระหว่างประเทศ
ด้าน Ahmed Abu Zeid โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิยิปต์ได้กล่าวแสดงความเสียใจโดยระบุว่า “อียิปต์รู้สึกเศร้ากับการวีโตร่างมติสำคัญนี้ซึ่งสร้างความรู้สึกผิดหวังแก่ประชาคมระหว่างประเทศ”
Abu Zeid กล่าวว่ากลุ่มประเทศอาหรับในสหประชาชาติจะรวบรวมความพยายามเพื่อประเมินสถานการณ์และหารือเกี่ยวกับขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการเพื่อคุ้มครองสถานะของกรุงเยรูซาเล็มต่อไป
ขณะที่ Ali Karadaghi เลขาธิการสหภาพนักวิชาการมุสลิมระหว่างประเทศ (IUMS) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กาตาร์ได้กล่าวถึงการทาวทวิตเตอร์ว่า การใช้สิทธิ์วีโตของสหรัฐฯ เป็น “ความหวาดกลัวและเป็นสิ่งท้าทายสำหรับทุกประเทศ”
สถานะของกรุงเยรูซาเล็มจะมีการพิจารณาเป็นประเด็นสถานะสุดท้ายโดยการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และการตัดสินใจของทรัมป์ เป็นการนำดินแดนเยรูซาเล็มตะวันออกของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครองตั้งแต่ปี 1967 มายกให้กับอิสราเอลผู้ยึดครอง
ด้านแหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศตุรกีเปิดเผยกับอัลญะซีเราะห์ถึงแนวทางที่เป็นไปได้ในการดำเนินการหลังจากนี้ว่าตุรกีกำลังมองหาแนวทางในความเป็นไปได้ในการนำเสนอปัญหานี้ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติตามกฎบัติข้อ 377A ที่รู้จักกันในชื่อ “รวมกันเพื่อสันติภาพ”
ข้อ 377A ของสหประชาชาติระบุว่า หากคณะมนตรีความมั่นคงไม่ปฏิบัติหน้าที่หลักในการรักษาสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ สมัชชาแห่งสหประชาชาติจะสามารถพิจารณาเรื่องดังกล่าวนั้นได้ในทันที
“มตินี้สามารถผ่านได้โดยการได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยสองในสามของสมาชิกสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเรามีจำนวนนี้อยู่แล้ว แต่ตุรกี รวมทั้งสมาชิก OIC อื่นๆ กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนนี้” แหล่งข่าวในกระทรวงต่างประเทศตุรกีระบุ
