เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันวันเสาร์ (4 กุมภาพันธ์) ว่า สหรัฐฯยังไม่มีแผนเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อรับมือพฤติกรรมก้าวร้าวของอิหร่าน แต่เตือนว่านานาชาติจะไม่เพิกเฉยอย่างแน่นอน พร้อมตราหน้าอิหร่านว่าเป็นประเทศที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเบอร์ 1 ของโลก

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยประกาศไว้ว่า จะใช้นโยบายที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้นต่ออิหร่าน และจะมีมาตรการตอบโต้อย่างเป็นรูปธรรม หากอิหร่านไม่ลดละโครงการพัฒนาขีปนาวุธ และยื่นมือเข้าแทรกแซงความขัดแย้งในภูมิภาค

สหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ต่ออิหร่านเมื่อวันศุกร์ (3) หรือเพียง 2 วันหลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งเตือนไปยังอิหร่านเรื่องการทดสอบขีปนาวุธ

แมตทิส ชี้ว่า การแจ้งเตือนเช่นนี้เหมาะสมแล้วกับพฤติกรรมของอิหร่าน

“จนถึงขณะนี้ อิหร่านถือว่าเป็นรัฐที่สนับสนุนลัทธิก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดของโลก และผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะเตือนให้อิหร่านทราบว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นเป็นที่จับตามองของคนจำนวนมาก” แมตทิส แถลงที่กรุงโตเกียว ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนต่ออิหร่านที่ชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่เขาเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม

อย่างไรก็ดี แมตทิส ปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจจะมีการเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลาง

“ผมยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทหารในตะวันออกกลางให้มากกว่าในปัจจุบัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาในตอนนี้”

“สหรัฐฯ มีศักยภาพพอที่จะทำเช่นนั้นได้ตลอดเวลา แต่ผมคิดว่ายังไม่จำเป็น”

กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ส่งเรือพิฆาตเข้าไปลาดตระเวนนอกชายฝั่งเยเมน เพื่อปกป้องน่านน้ำดังกล่าวจากกลุ่มกบฎชีอะห์ฮูษีย์ที่อิหร่านหนุนหลัง ทว่า หลังจากนี้ วอชิงตันอาจจะยกระดับกิจกรรมทางทหาร เช่น ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปผลัดเปลี่ยนประจำการในอ่าวเปอร์เซีย เป็นต้น เนื่องจากเวลานี้ยังไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาอยู่ในอ่าวเปอร์เซียเลย แต่ทว่าปฎิบติการทางทหารหลังจากทรัมป์รับตำแหน่ง กลับเป็นการส่งหน่วยรบพิเศษเข้าโจมตีกลุ่มนักรบที่ต่อต้านกลุ่มกบฎชีอะห์ฮูษีย์ในเยเมน

เมื่อปี 2008 และ 2010 อิหร่านเคยขู่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมัน 40% ของโลก หากโรงงานนิวเคลียร์ของตนถูกต่างชาติโจมตี

แมตทิส ระบุว่า การทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพฤติกรรมของอิหร่านอย่างที่อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา เคยถูกวิจารณ์อยู่เสมอนั้น ไม่ใช่วิธีการที่ดี

“การเพิกเฉยหรือมองข้ามอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องดี” เขากล่าว แต่ก็ไม่ได้พาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว

ทำเนียบขาว ระบุว่า แม้มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดจะเป็นการตอบโต้กิจกรรมของอิหร่านในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา แต่อันที่จริงก็มีการพิจารณากันมาระยะหนึ่งแล้ว และรัฐบาล ทรัมป์ มองว่า ข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่กลุ่ม P5+1 ทำร่วมกับอิหร่านเมื่อปี 2015 ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ อย่างแท้จริง

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่านเผยแพร่คำแถลงจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งระบุว่า บทลงโทษของสหรัฐฯ นั้น “ผิดกฎหมาย” และอิหร่านจะใช้มาตรการจำกัดทางกฎหมายต่อพลเมืองและหน่วยงานของอเมริกันที่สนับสนุน “กลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค” บ้างเช่นกัน

บุคคลหรือบริษัทของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรนั้น จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ หรือทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัทอเมริกันได้ ขณะที่บริษัทหรือพลเมืองต่างชาติที่ยังขืนติดต่อค้าขายกับบริษัทอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรก็อาจจะถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำไปด้วย

ความคิดเห็น

comments

By admin