หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ย้ำกับอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ จีนสนับสนุนความพยายามของพม่าในการปกป้องความมั่นคงของประเทศ และต่อต้านการก่อความรุนแรงในรัฐยะไข่ของพม่า

การตอบสนองทางทหารต่อการโจมตีของกล่มที่อ้างตัวเป็นนักรบโรฮิงญาเมื่อ 25 สิงหาคม ถูกพม่ายกเป็นเหตุในการก่อปฎิบัติการทางทหารอย่างรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาที่ทำให้มีผู้อพยพมากกว่า 4 แสนคนในช่วงเวลาไม่ถึง 20 วัน นับเป็นสิ่งที่สหประชาชาติเรียกว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อย่างเป็นระบบ

เมื่อวานจันทร์ที่(18)ผ่านมา อังกฤษ ฝรั่งเศส และออสเตรเลียเรียกร้องให้นางออกซานซูจี เจ้าของรางวันโนเบลสาขาสันติภาพในฐานะผู้นำพม่าต้องพยายามยุติความรุนแรงทางทหารต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา

บอริส จอห์นสัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือหนทางที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤติโรฮิงญา ซึ่งรวมทั้งรัฐมนตรีจากแคนาดา เดนมาร์ก ตุรกี ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย สวีเดน บังกลาเทศ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ และตัวแทนจากสหภาพยุโรป

“สิ่งที่เรากำลังพยายามทำให้ทุกคนเห็นด้วยคือ การสังหารต้องยุติลง และความรุนแรงต้องยุติลงเช่นกัน เราไม่เพียงต้องการให้ทหารดำเนินการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอองซานซูจีที่ต้องแสดงให้เห็นถึงการนำนั้นด้วย” จอห์นสันกล่าว

ในคำแถลงจอห์นสันยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่พม่าได้สนับสนุนให้กระบวนการประชาธิปไตยก้าวหน้าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่สถานการณ์ในรัฐยะไข่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายชื่อเสียงของประเทศ พร้อมระบุว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่อองซานซูจีและรัฐบาลพลเรือนต้องทำให้ชัดเจนว่าการละเมิดเหล่านั้นต้องยุติ”

ด้าน จูลี บิชอป รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า เธอต้องการที่จะได้ยินซูจีเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา

“เราเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเข้าถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และชาวโรฮิงญาต้องสามารถเดินทางกลับบ้านได้” บิชอป กล่าว

ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติปฏิบัตการทางทหารในรัฐยะไข่ อนุญาตการเข้าถึงด้านมนุษยธรรม และมุ่งมั่นที่จะช่วยให้พลเรือนให้เดินทางกลับบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย “ทุกคนยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีหรือถูกสังหาร ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่สามารถเข้าถึงผู้คนที่ต้องการได้ และพลเรือนผู้บริสุทธิ์ยังคงหลบหนีข้ามแดนไปบังกลาเทศ” นิกกี ฮาลีย์ ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติกล่าว

แต่ข้อเรียกร้องกลับถูกตอบโต้จาก ต่อง ตุน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติพม่า กล่าว หลังการประชุมระดับรัฐมนตรีเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ระบุว่า “เราจะทำให้แน่ใจว่าทุกคนที่ละทิ้งบ้านเรือนสามารถเดินทางกลับบ้านได้ แต่สิ่งนี้เป็นกระบวนการที่เราต้องหารือ”

พร้อมระบุอีกว่า “เราต้องการทำให้แน่ใจว่าทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้รับความช่วยเหลือ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ นั่นเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่เราเห็นด้วย”

ขณะที่ หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจี บอกกับเลขาธิการสหประชาชาติในการพบปะที่สหประชาชาติเมื่อวันจันทร์ (18) ว่า จีนเข้าใจและสนับสนุนความพยายามของพม่าที่จะปกป้องความมั่นคงในยะไข่ และหวังว่า “ไฟสงคราม” จะมอดดับโดยเร็ว กระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุในการแถลงในวันอังคาร (19)

รัฐมนตรีต่างประเทศจีนได้แสดงความเห็นอกเห็นใจผู้ที่หลบหนีเข้าสู่บังกลาเทศและจะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยชนไปยังบังกลาเทศ

“จีนสนับสนุนให้พม่า และบังกลาเทศแก้ปัญหานี้ผ่านการเจรจา และการปรึกษาหารือ” กระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว ที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าปัญหาโรฮิงญาเป็นความขัดแย้งระหว่างพม่า และบังกลาเทศ

“จีนมีความเต็มใจที่จะส่งเสริมการเจรจาสันติภาพในแนวทางของพวกเขาเอง และหวังว่าประชาคมโลกจะสามารถแสดงบทบาทสร้างสรรค์เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์นี้และส่งเสริมการเจรจา” รัฐมนตรีจีนกล่าว

จีนและพม่ามีความสัมพันธ์ทางการทูต การทหาร และเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกัน แม้พม่าจะตกอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกบอยคอตในยุครัฐบาลทหารก็ตาม

ชาวโรฮิงญาราวหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่มานับร้อยปี โดยไม่ได้รับสิทธิทางกฎหมาย ไม่ได้รับการรับรองการเกิด ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน รวมทั้งระบบสาธารณสุขพื้นฐาน จากรัฐบาลพม่า โดยความรุนแรงในยุคหลังเกิดขึ้นนับแต่รัฐบาลของพล.อ.เต็ง เซ็ง หลังเขาปล่อยตัววิระธุ ซึ่งเป็นพระถูกจองจำให้ข้อหาสร้างความปลุกปั่นให้เกิดเหตุรุนแรงในพม่าออกจากเรือนจำ หลังจากนั้นวิระธุได้แต่งเรื่องชาวโรฮิงญาข่มขืนหญิงชาวพุทธ จนกลายเป็นจลาจลใหญ่ในปี 2555 ที่ทำให้ชางโรฮิงญาจำนวนมากหนีตายออกนอกประเทศ ส่วนชาวโรฮิงญาที่เหลือถูกทหารยึดบัตรขาวที่รัฐบาลพม่าในอดีตเคยออกให้ไว้เพื่อแสดงตน จนทำให้ชาวโรฮิงญาเหล่านั้นขาดหลักฐานในการแสดงตน และถูกปฎิบัติการทางทหารในการขับไล่ออกจากรัฐยะไข่อีกครั้งในเตือนตุลาคม 2559 และครั้งล่าสุดวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของนางออกซานซูจี ที่สหประชาชาติเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ความคิดเห็น

comments

By admin