ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ สั่งบรรดาผู้นำอาหรับเมื่อวันเสาร์ว่า อเมริกาจะไม่เดินออกจากตะวันออกกลาง แต่กลับไม่มีข้อตกลงใดๆ ในด้านความมั่นคงในภูมิภาค ในนั้นรวมถึงจากอิสราเอล หรือการปรับเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันในทันที แถมยังจุดไฟด้วยการสั่งให้ผู้นำอาหรับเคารพในสิทธิมนุษยชน จนถูกตั้งคำถามกลับถึงประเทศทหารอเมริกันคุกคามทางเพศต่อนักโทษชาวอิรัก รวมทั้งกรณีทหารอิสราเอลยิงนักข่าวชาวอเมริกันของอัล-ญะซีเราะห์เสียชีวิต อเมริกันทำอย่างไร
ไบเดน เยือนตะวันออกกลางครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดี ด้วยการเยือนอิสราเอล ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของตนเองและยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของสหัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในระหว่างการเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาหรับในเมืองเจดดะห์ ซาอุดีอาระเบีย
“สหรัฐฯ ลงทุนในการสร้างอนาคตในทางบวกของภูมิภาคแห่งนี้ ในความร่วมมือกับพวกคุณทุกคน และสหรัฐฯ จะไม่ไปไหนทั้งนั้น” เขากล่าว สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างอิงจากสำเนาคำกล่าวสุนทรพจน์ของไบเดน
อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวของรอยเตอร์ระบุว่า ถ้อยแถลงของการประชุมซัมมิตนั้นค่อนข้างคลุมเครือ และระหว่างการเข้าเฝ้ามกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ไบเดน ได้หยิบยกประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนจนถูกตั้งคำถามกลับถึงกรณีทหารอเมริกันละเมิดทางเพศ ซ้อมทรมาน นักโทษชาวอิรัก และการจัดการกับเสรีภาพสื่อของสหรัฐฯ อย่างไรต่อกรณีที่นักข่าวสัญชาติอเมริกันถูกทหารอิสราเอลยิงตายขณะทำข่าว
ขณะที่ อัลญะซีเราะห์รายงานว่า ไบเดนยังได้กดดันบรรดาผู้นำชาติอาหรับที่ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม โดยสั่งให้พวกเขาให้หลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิทธิสตรี และอนุญาตให้พลเมืองของตนพูดอย่างเปิดเผย
“อนาคตจะชนะโดยประเทศที่ปลดปล่อยศักยภาพของประชากรอย่างเต็มที่” ไบเดนกล่าว รวมถึงการอนุญาตให้ผู้คน “ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี”
ขณะที่มกุฎราชกุมารซาอุดิอาระเบียได้ตั้งคำถามกลับ ถึงเหตุทหารสหรัฐฯ ล่วงละเมิดทางเพศและทางร่างกายผู้ต้องขังในเรือนจำอาบู กราอิบ ของอิรัก และกรณี ชีรีน อะบู อากิละฮ์ นักข่าวอเมริกันเชื้อสายปาเลสไตน์ ที่ถูกสังหารในเขตเวสต์แบงก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม อเมริกันจัดการกับการละเมิดเสรีภาพสื่อ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านั้นอย่างไร
ด้านเจ้าชายไฟซ็อล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย บอกับผู้สื่อข่าวในวันเสาร์ (16) ว่า “มกุฎราชกุมาร ตอบโต้คำพูดของประธานาธิบดีไบเดน ในเรื่องคาช็อกกี ว่าอาชญากรรมนี้ ซึ่งเคราะห์ร้ายอย่างยิ่งและน่าขยะแขยงอย่างที่สุด เป็นสิ่งที่ประเทศของเราจริงจังอย่างมาก และดำเนินการด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในฐานะประเทศผู้รับผิดชอบ”
“ไม่ว่าประเทศไหนๆ ต่างก็เคยมีปัญหาและความผิดพลาดเกิดขึ้น ในนั้นรวมถึงสหรัฐฯ” มกุฎราชกุมารกล่าว พร้อมชี้ว่า “สหรัฐฯ เองก็เคยทำผิดพลาดเช่นกันและได้ใช้มาตรการต่างๆ ที่จำเป็นนำตัวผู้อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ และจัดการกับความผิดพลาดเหล่านี้อย่างที่ประเทศของเราทำ”
Adel Al-Jubeir เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ให้สัมภาษณ์กับ CNN หลังเสร็จสิ้นการประชุมที่เขาเข้าร่วมด้วย โดยบอกว่า “เราสืบสวน ลงโทษ และรับประกันว่ามันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก นี่คือสิ่งที่ประเทศสหรัฐฯ ทำตอนที่ทำผิดพลาดในเรื่องของอาบู กราอิบ”
เรือนจำ อาบู กราอิบ เป็นศูนย์กักกันแห่งหนึ่งของกองทัพสหรัฐฯ ที่ใช้คุมตัวชาวอิรัก ที่ถูกทหารอเมริกันจับกุมตัวในช่วงต้นๆ ของปฏิบัติการรุกรานอิรักของสหรัฐฯ ปี 2003 ก่อนปิดตัวลงในปี 2006 ต่อมามีภาพอื้อฉาวหลุดออกมาเรือนจำ เผยเห็นว่ามีการทรมาน และล่วงละเมิดทางเพศนักโทษชาวอิรักโดยบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ สุดท้ายมีทหารอเมริกาเพียง 11 นายถูกตัดสินว่ามีความผิดในการก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวดังกล่าว
ขณะที่กรณีของ ชีรีน อะบู อากิละฮ์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังของอัลญะซีเราะห์ ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเมืองเจนินในเขตเวสต์แบงก์ แต่จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังไม่ดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อนำมือยิงมาลงโทษ แม้นักข่าวดังกล่าวจะถือสัญชาติอเมริกันก็ตาม
