เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ศาลอาญาในกรุงดามัสกัสได้พิพากษาประหารชีวิตอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย โดยที่จำเลยไม่อยู่ในศาล หลังจากตัดสินว่าเขามีความผิดในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า ทรมาน กักขังโดยพลการ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ผู้พิพากษาอัล-อารยัน แห่งศาลอาญาที่สี่ในดามัสกัส กล่าวว่า คำให้การของพยานยืนยันบทบาทของอัสซาดในการก่ออาชญากรรม โดยระบุว่าเขาเป็น “ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด” และได้ใช้สถาบันของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการก่ออาชญากรรมเหล่านั้น
“ฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้า การฆ่าคนมากกว่าหนึ่งคนโดยเจตนา การฆ่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีโดยเจตนา … การทรมาน การทรมานจนถึงแก่ความตาย และการกักขังหน่วงเหนี่ยวหลายครั้ง ซึ่งจัดเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาชญากรรมสงคราม “
“ดังนั้นเขาจึงถูกตัดสินประหารชีวิต”
ศาลตัดสินว่าอัสซาดมีความผิดในข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าต่อเหยื่อหลายราย รวมถึงเด็ก การทรมาน การกักขังโดยพลการ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และพิพากษาประหารชีวิตเขาโดยที่เขาไม่อยู่ในศาล
France24 รายงานว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซีเรียได้เริ่มดำเนินคดีกับประธานาธิบดีอัสซาดและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาทั้งต่อหน้าและลับหลังในข้อหาก่ออาชญากรรมโหดร้ายในช่วงสงครามกลางเมืองของประเทศ ซึ่งปะทุขึ้นจากการปราบปรามผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยมของรัฐบาลชุดก่อน
มีผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งล้านคน และผู้พลัดถิ่นอีกหลายล้านคน ขณะที่ผู้คนหลายหมื่นคนหายสาบสูญไป โดยหลายคนเข้าไปอยู่ในระบบเรือนจำที่โหดร้ายของประเทศ
ศาลยังได้ตัดสินประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีก 6 คนโดยไม่ปรากฏตัวในศาล รวมถึงมาเฮอร์ อัสซาด น้องชายของอัสซาด ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษของกองทัพ และได้หลบหนีออกนอกประเทศไปเช่นกัน
ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ได้แก่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฟาห์ด อัล-เฟรจ และ ลูอาย อัล-อาลี ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทางทหารในจังหวัดดาราอาเมื่อปี 2011
ศาลตัดสินว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีความผิดในข้อหาต่างๆ รวมถึงฆาตกรรม ยุยงให้ฆ่าผู้อื่น ทรมานจนถึงแก่ความตาย และกักขังหน่วงเหนี่ยวซ้ำ ซึ่งถือเป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” และ “อาชญากรรมสงคราม” ด้วย
อาติฟ นาจิบ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวที่ถูกนำตัวขึ้นศาล ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหา “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ที่ก่อขึ้นขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดดาราอา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการลุกฮือในปี 2011 ของประเทศ
นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของอัสซาด ซึ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ รวมถึงฆาตกรรม “การฆ่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีโดยเจตนา” และ “การทรมานจนถึงแก่ความตาย”
ศาลระบุว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่าเขากระทำนั้นเป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” และได้ตัดสินลงโทษเขาอย่างหนักที่สุด ซึ่งก็คือโทษประหารชีวิต
การลุกฮือในซีเรียเริ่มต้นขึ้นที่เมืองดาราอาในเดือนมีนาคม 2011 หลังจากนักเรียน 15 คนถูกจับกุมในข้อหาเขียนคำขวัญต่อต้านรัฐบาลบนกำแพงเมือง
ชาวบ้านกล่าวว่านักเรียนเหล่านั้นถูกทรมาน ส่งผลให้เกิดการประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัวเด็กนักเรียนเหล่านั้น ซึ่งจบลงด้วยการนองเลือด
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมอย่างสันติ และยิงกระสุนจริงเพื่อสลายการชุมนุมในหลายจุด
นาจิบถูกปลดออกจากตำแหน่งหลังจากการปราบปรามอย่างรุนแรง เนื่องจาก1การประท้วงลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ
อารยันกล่าวว่านาจิบปฏิเสธข้อกล่าวหาและแสดงให้เห็นว่า “ไม่มีความสำนึกผิด”
อัสซาดขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซีเรียในปี 2000 หลังจากการเสียชีวิตของฮาเฟซ บิดาของเขา
โดย 2 พ่อลูกจากชนกลุ่มน้อยในซีเรียที่มีกลุ่มติดอาวุธชีอะห์หนุนหลัง ปกครองซีเรียอย่างกดขี่มายาวนานกว่า 53 ปี
