🎯 เป้าหมาย
- อธิบายบทบาทของ Train, Validation และ Test set
- นิยาม Overfitting และ Underfitting ด้วยตัวอย่าง
- อธิบายว่าทำไม accuracy อย่างเดียวอาจไม่พอ
1. ข้อมูลคือเชื้อเพลิง — แต่ต้องจัดการให้ถูก
โมเดลไม่ได้ “รู้” อะไรเอง การเรียนรู้เกิดจากการปรับพารามิเตอร์ให้สอดคล้องกับตัวอย่าง หากข้อมูลผิด ลำเอียง หรือรั่วไหลจากอนาคต ผลประเมินจะหลอกลวง
2. การแบ่งข้อมูลสามชุด
- Training set — ใช้ปรับน้ำหนัก/พารามิเตอร์
- Validation set — ใช้เลือกสมมติฐานและไฮเปอร์พารามิเตอร์ระหว่างพัฒนา
- Test set — ประเมินครั้งสุดท้าย ห้ามใช้ไปปรับโมเดลซ้ำ
3. Overfitting และ Underfitting
Overfitting: จำรายละเอียดในชุดฝึก รวมถึง噪声 จนทำกับข้อมูลใหม่ไม่ได้ดี
Underfitting: โมเดลง่ายเกินไป จับสัญญาณสำคัญไม่ได้ทั้งบนชุดฝึกและชุดใหม่
ตัวอย่าง Underfitting: ใช้เส้นตรงทำนายความสัมพันธ์ที่จริง ๆ เป็นเส้นโค้งซับซ้อน ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนทั้งตอนฝึกและตอนทดสอบ
4. Metrics — เลือกให้ตรงงาน
เมื่อคลาสไม่สมดุล (เช่น โรคหายาก 1%) โมเดลที่ทายว่า “ไม่มีโรค” เสมอจะมี accuracy สูงแต่ไร้ประโยชน์ อาจต้องดู precision, recall หรือต้นทุนของ false positive / false negative ตามบริบท
กิจกรรม: สมมติงาน “ตรวจจับการทุจริตสอบออนไลน์” ระบุว่า false positive และ false negative แต่ละแบบส่งผลอย่างไร แล้วเลือก metric ที่ควรให้ความสำคัญพร้อมเหตุผล
✅ สรุป
- แยก Train / Val / Test อย่างเคร่งครัด
- Overfitting = จำชุดฝึกมากไป · Underfitting = ง่ายเกิน
- เลือก metric ให้สอดคล้องเป้าหมายและความเสี่ยงของงาน
📝 แบบฝึกหัดท้ายบท (5 ข้อ)
1. Test set ใช้เพื่ออะไร?
2. Overfitting คืออะไร?
3. Data leakage มักทำให้เกิดอะไร?
4. เมื่อคลาสไม่สมดุลควรระวังอะไร?
5. Validation set ช่วยอะไร?