Aerial view of damages after a dam burst in the village of Bento Rodrigues, in Mariana, Minas Gerais state, Brazil on November 6, 2015. A dam burst at a mining waste site unleashing a deluge of thick, red toxic mud that smothered a village killing at least 17 people and injuring some 75. The mining company Samarco, which operates the site, is jointly owned by two mining giants, Vale of Brazil and BHP Billiton of Australia. AFP PHOTO / CHRISTOPHE SIMON

พบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพในวันศุกร์(6 พฤศจิกายน) จากเหตุเขื่อนกักเก็บน้ำเสียจากเหมืองในบราซิลแตกเมื่อวันพฤหัสบดี(5 พฤศจิกายน) ระหว่างที่ทีมกู้ภัยเข้าค้นหาร่างเหยื่อตามดินโคลนและเศษซากต่างๆ หลายชั่วโมงหลังจากน้ำโคลนที่เต็มไปด้วยกากแร่และสารพิษไหลทะลักเข้าท่วมตัวหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอย่างฉับพลัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเผยพบมีแผ่นดินไหวเบาๆไม่ถึงชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยืนยันจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 30 คนและเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย แต่มีความเป็นไปได้ที่ยอดเหยื่อจะพุ่งสูงกว่านี้ ขณะที่ฝนที่เทลงมาทำให้ปฏิบัติการค้นหาต้องดำนินไปอย่างล่าช้า เนื่องจากถนนถูกตัดขาดด้วยโคลนและเสาไฟฟ้าที่หักโค่น

“ผมได้ยินเสียงกรีดร้องและเห็นกระแสน้ำไหลมาเร็วมาก สูงราวๆ 15 ถึง 20 เมตร” อันโตนิโอ ซานตอส ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งเผย โดย ซานตอส เป็นคนงานก่อสร้างและกำลังอยู่ในบ้านพักในหมู่บ้านเบนโต โรดริเกส ตอนที่เขื่อนแตกเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี(5 พฤศจิกายน) ขณะที่หมู่บ้านแห่งนี้ อยู่ห่างจากเบโล โฮริซอนเต เมืองใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของบราซิลและเมืองเอกของรัฐมีนัสเชไรส์ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 150 กิโลเมตร

“ภายใน 10 นาทีพื้นที่ลุ่มต่ำของหมู่บ้านก็ถูกทำลาย คิดเป็นราวๆ 80 เปอร์เซ็นต์ของหมู่บ้าน” เขากล่าว พร้อมเผยว่าเขาเห็นคน 4 คนถูกกระแสน้ำโคลนที่ไหลบ่าออกมาจากเขื่อนกักเก็บน้ำเสียจากเหมือง 2 แห่ง หลังเขื่อนแแตก ในนั้นมีเด็ก 2 คนและผู้ใหญ่ 2 คน อายุราวๆ 50 ปี ขณะที่ทีมดับเพลิงยอมรับไม่แน่ใจว่าจะพบคนเหล่านี้หรือไม่

เขื่อนดังกล่าวเป็นของบริษัทเหมือง ซามาร์โก ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง วาเล ของบราซิล และ บีเอชพี บิลลิตัน ของออสเตรเลีย ถูกใช้เพื่อกักเก็บกากแร่ น้ำ และสารเคมีที่เหลือจากการทำเหมือง และเนื่องจากจุดที่ตั้งเขื่อนอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำกัวลาโซ โด นอร์เต ชาวบ้านและทางการจึงเริ่มเป็นห่วงว่า เหตุการณ์นี้อาจทำให้สารพิษรั่วไหลลงสู่แม่น้ำ

รายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์เผยให้เห็นภาพหมู่บ้านเบนโต โรดริเกส ซึ่งมีพลเรือนราว 600 คน ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากน้ำที่ไหลบ่าอย่างฉับพลัน บ้านเรือนหลายสิบหลังถูกน้ำโคลนไหลลงมาท่วม รถยนต์คันหนึ่งกับลอยขึ้นไปติดบนกำแพง ส่วนหลังคาอาคารก็ถูกกระแสน้ำพัดจนฉีกขาดออกไป ขณะที่น้ำโคลนจากเขื่อนยังไหลต่อไปจนถึงหมู่บ้านบาร์รา ลอนกา ที่อยู่ห่างออกไปถึง 80 กิโลเมตรและเข้าท่วมบางพื้นที่ของหมู่บ้าน

ส่วนนายดูอาร์เต จูเนียน นายกเทศมนตรีเมืองมารินา ที่อยู่ห่างจากเหมือง 25 กิโลเมตร สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยครอบครัวและให้ขึ้นไปอยู่ในพื้นที่สูง หลังจากประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนเช้าวันศุกร์(6 พฤศจิกายน)

ศูนย์ธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยเซาเปาลู รายงานว่าได้เกิดแผ่นดินไหวระดับเบาๆ 4 ครั้ง วัดความรุนแรงได้ราวๆ 2 ถึง 2.6 ใกล้ๆเมืองมาเรียนาและหมู่บ้านอูโร เปรโต ราว 1 ชั่วโมงก่อนเขื่อนแตก แต่ยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเจาะจงว่ามันเป็นต้นตอของหายนะครั้งนี้หรือไม่ หากปราศจากการวิจัยอย่างครอบคลุมเพิ่มเติม

แอนดรูว์ แม็คเคนซีย์ ซีอีโอของบีเอชพี บิลลิตัน กล่าวระหว่างแถลงข่าวเมื่อคืนวันพฤหัสบดี(5 พฤศจิกายน) ไม่กี่ชั่วโมงหลังเขื่อนแตกว่า ยังไม่สามารถประเมินความสูญเสียและความเสียหายได้เนื่องจากเข้าสู่ช่วงค่ำมืดแล้ว

ขณะเจ้าหน้าที่ของซามาร์โก เผยในวันศุกร์(6 พฤศจิกายน) ว่าเชื่อนฟันเดาแตก ในเวลาไล่เลี่ยกับเขื่อนซานตาเร็ม ที่เหมืองเกอร์มาโนพังลงมาในวันพฤหัสบดี(5 พฤศจิกายน) แต่ยังเร็วๆเกินไปที่จะชี้ชัดถึงสาเหตุหรือขอบเขตความเสียหายของหายนะครั้งนี้

ขอบคุณ ASTV

ความคิดเห็น

comments

By admin