ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่อินเดียในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ในการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ประท้วง ได้เพิ่มจำนวนเป็นอย่างน้อย 36 ศพ หลังการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บพุ่งสูงเกินกว่า 1,500 ราย หลายรายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส หลังเจ้าหน้าที่อินเดียใช้กระสุนจริงยิงเข้าใส่ผู้ชุมนุม
ความรุนแรงมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ผู้ประท้วงจำนวนหลายร้อยคนฝ่าฝืนคำสั่งเคอร์ฟิวห้ามออกจากเคหสถานที่ทางการอินเดียนำมาบังคับใช้ ในพื้นที่ตอนใต้ของเขตปุลวา มา เพื่อหวังสกัดการเคลื่อนไหวของฝูงชนที่โกรธแค้นต่อการเสียชีวิตของ “บูร์ฮาน วานี” ผู้นำกลุ่มฮิซบุล มูจาฮิดีน ที่ถูกทางการอินเดียสังหารเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา
การเสียชีวิตในวันศุกร์ (8) ของวานีซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญตลอด 5 ปีที่ผ่านมาในการเรียกร้องคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ให้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการยึดครองของรัฐบาลอินเดีย คือต้นตอสำคัญที่นำไปสู่การประท้วงและเหตุรุนแรงตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 36 ราย รวมถึงตำรวจปราบจลาจล 1 นายที่เสียชีวิตในเขตอนันตนาค ภายหลังจากกลุ่มผู้ประท้วงช่วยกันผลักรถหุ้มเกราะของเขาตกลงไปในแม่น้ำสายหนึ่ง
ขณะที่จำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บพุ่งสูงเกินกว่า 1,500 ราย หลายรายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส
ทางการอินเดียออกมายอมรับในเวลาต่อมาว่า นอกเหนือจากการใช้แก๊สน้ำตาและยุทโธปกรณ์เพื่อการควบคุมฝูงชนตามปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลในจัมมูและแคชเมียร์ยังมีการใช้ “กระสุนจริง” ในระหว่างภารกิจการบุกเข้าสลายการประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการตัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตในพื้นที่
นอกเหนือจากผู้เสียชีวิตที่มีจำนวนอย่างน้อย 36 รายแล้ว เหตุการณ์ไม่สงบล่าสุดในแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ในครั้งนี้ยังส่งผลให้มีผู้ ได้รับบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย รวมถึงตำรวจปราบจลาจลอินเดียจำนวน 90 นาย
ทั้งนี้ แคชเมียร์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการเผชิญหน้า และการปะทะกันหลายครั้งหลายหนระหว่างอินเดียกับปากีสถานตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันในปี 2003 โดยปัญหาข้อพิพาทมีขึ้นหลังจาก อังกฤษขีดเส้นแบ่งดินแดนมุสลิมดังกล่าวออกเป็นสองส่วน โดยพื้นที่ 2 ใน 3 ยกให้อยู่ในการปกครองของอินเดียโดยให้ปากีสถานปกครองเพียง 1 ใน 3 ขณะที่ชาวแคชเมียร์ทั้งหมดต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน
