ผู้นำสูงสุดทางทหารของพม่าชี้ความความรุนแรงที่ลุกโหมเข้าใส่ชาวโรฮิงญา(เบงกาลี) เนื่องจากคนเหล่านี้เรียกร้องที่จะเป็นพลเมืองพม่า ออกตัวขู่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รับข้อตกลงหยุดยิง อย่างเรียกร้องสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้
พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าวถึงชาวโรฮิงญาด้วยคำว่า “เบงกาลี” คำที่ใช้เพื่อกล่าวหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมกลุ่มนี้ว่าเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ และกล่าวว่า ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ไม่มีลักษณะหรือวัฒนธรรมที่เหมือนกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ของพม่า
“ความตึงเครียดลุกโหมขึ้นเพราะเบงกาลีเรียกร้องสิทธิความเป็นพลเมือง” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว
พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพพม่าที่บริเวณลานกว้างขนาดใหญ่นอกกรุงเนปีดอ ที่มีนายทหารเข้าร่วมมากกว่า 11,000 นาย พร้อมทั้งเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าวว่า การต่อสู้กับกลุ่มกบฏที่แสวงหาการปกครองตนเองที่ดำเนินมานานหลายสิบปีเป็นเหตุให้การพัฒนาของพม่าล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ทหารพม่าปกครองประเทศมานานครึ่งศตวรรษ ซึ่งระหว่างนั้นทหารถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางก่อนจะมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนในปี 2559 แต่ทหารยังคงรับผิดชอบในประเด็นด้านความมั่นคง และยังคงเผชิญกับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเช่นเดิม
ทหารอยู่เบื้องหลังข้อตกลงหยุดยิงแห่งชาติ และมีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์เพียงไม่กี่กลุ่มที่ร่วมลงนามข้อตกลงดังกล่าว หลายกลุ่มยังคงปฏิเสธและต้องการเจรจาใหม่ ด้วยแสวงหาการปกครองตนเองในทางการเมืองและเศรษฐกิจ
การต่อสู้อย่างรุนแรงยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะในเขตพื้นที่ของรัฐกะฉิ่นและรัฐชาน ที่กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ยืนยันว่าต้องการการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างครอบคลุมก่อนวางอาวุธ
พล.อ.อาวุโส มิน ออง หล่าย กล่าวในสุนทรพจน์ ว่า กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ควรหยุดถ่วงเวลา และได้กล่าวโทษความแตกต่างขัดแย้งในหมู่กลุ่มชาติพันธ์และศาสนาที่มีอยู่หลากหลายจากนโยบายแบ่งแยกแล้วปกครองของอังกฤษ และชี้ให้เห็นว่าทุกฝ่ายควรละทิ้งความไม่พอใจจากอดีต
“ตอนนี้คือเวลาในการเรียนรู้บทเรียนจากอดีตและดำเนินการเพื่อพัฒนาประเทศ” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพม่า กล่าว
รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของนางอองซานซูจี ได้ให้คำมั่นว่าสิ่งสำคัญลำดับต้นของรัฐบาลคือการสร้างสันติภาพและความปรองดองแห่งชาติ แม้มีข้อตกลงหยุดยิงแต่ทหารก็ยังคงต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธในรัฐกะฉิ่นและรัฐชาน และการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่
ในช่วงการปกครองของรัฐบาลพลเรือนที่ทหารให้การสนับสนุนชุดก่อนหน้า มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ 8 กลุ่มลงนามข้อตกลงหยุดยิง และมีกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มเล็กๆ 2 กลุ่ม ลงนามข้อตกลงกับคณะบริหารของซูจีเมื่อเดือนที่ผ่านมา
