บริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสตรีส์ ประกาศเลื่อนการส่งมอบเครื่องบินโดยสารรุ่นแรกที่ผลิตในญี่ปุ่น มิตซูบิชิ รีเจอเนิล เจ็ต (MRJ) ออกไปอีกอย่างน้อย 2 ปี พร้อมระบุว่า ต้นทุนในการพัฒนาอาจพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
นับเป็นครั้งที่ 5 แล้ว ที่ มิตซูบิชิ เฮฟวี ประกาศเลื่อนกำหนดส่งมอบ MRJ ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารที่ได้รับการพัฒนาและผลิตในญี่ปุ่นลำแรกในรอบกว่า 50 ปี
การตัดสินใจเลื่อนกำหนดส่งมอบจากช่วงกลางปี 2018 ไปเป็นกลางปี 2020 มีขึ้น หลังสื่อในญี่ปุ่นรายงานว่า เครื่องบินรุ่นนี้จำเป็นต้องปรับดีไซน์เสียใหม่ เพื่อการันตีความปลอดภัย
หนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิและสื่ออื่นๆ ในแดนปลาดิบ ระบุว่า ปัญหาของ MRJ เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางตัว
มิตซูบิชิ ยืนยันว่า บริษัทกำลังปรับเปลี่ยน “องค์ประกอบทางไฟฟ้า” ในเครื่องบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยล่าสุด ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อตอบสนองภัยคุกคามก่อการร้าย
“เราจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่เราอาจไม่เคยนึกถึงมาก่อนในยามปกติ เช่น ระบบไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม หรือระเบิด เป็นต้น” โนบุโอะ คิชิ รองประธานฝ่ายการบินของมิตซูบิชิ เฮฟวี แถลงต่อสื่อในกรุงโตเกียว
เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ ต้นทุนในการพัฒนา MRJ จึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นถึง 40% จากเดิมที่ประเมินเอาไว้เพียง 150,000-180,000 ล้านเยน
โครงการพัฒนาเครื่องบินโดยสารรุ่นนี้ ต้องเผชิญกับความล่าช้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความจำเป็นที่จะต้องอัปเกรดซอฟต์แวร์ หรือเปลี่ยนแปลงดีไซน์บางอย่าง
เดิมทีนั้น มิตซูบิชิ ซึ่งเริ่มโครงการ MRJ เมื่อปี 2008 ตั้งเป้าที่จะส่งมอบเครื่องบินล็อตแรกให้แก่ลูกค้าในช่วงปี 2013
โครงการพัฒนา MRJ ถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการบินญี่ปุ่น ซึ่งผลิตเครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์ออกจำหน่ายครั้งล่าสุดในปี 1962 ได้แก่ รุ่น YS-11 เทอร์โบพร็อป และได้เลิกผลิตไปในอีกราวๆ 1 ทศวรรษให้หลัง
MRJ เป็นเครื่องบินโดยสาร 2 เครื่องยนต์ ขนาดลำตัวยาว 35 เมตร และจุผู้โดยสารได้ประมาณ 80 คน
มิตซูบิชิ หวังที่จะนำอากาศยานรุ่นนี้เข้าตีตลาดแย่งส่วนแบ่งจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่างเอ็มเบรเออร์ (Embraer) และ บอมบาร์เดียร์ (Bombardier) ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือน ต.ค. ปี 2014 ก็ได้รับคำสั่งซื้อเข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 400 ลำ
