Thursday, 18/4/2019 | 12:53 UTC+7
i-News

โปรดเข้าใจใหม่ ลูกชายผู้นำสหรัฐฯ บอกการเอื้อประโยชน์พวกพ้องเป็นเรื่องปกติ

อีริก ทรัมป์ บุตรชายผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของการทุจริตโดยยืนยันว่าการเอื้อประโยชน์แก่คนในครอบครัว (nepotism) เป็น “ปัจจัยหนึ่งของชีวิต” หลังจากที่พี่สาวและพี่เขยได้รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาว ส่วนเขาเองก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวร่วมกับพี่ชาย

นิตยสารฟอร์บส์ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ อีริก ลูกชายคนที่ 2 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันพุธ (5 เมษายน) ขณะที่ เจเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยคนโปรดของท่านผู้นำสหรัฐฯ กำลังร่วมวงหารือกับเจ้าหน้าที่อิรัก ซึ่งถือเป็นการไปเยือนชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางก่อนหน้ารัฐมนตรีต่างประเทศอย่าง เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เสียอีก

“การเห็นแก่ญาติมิตรเป็นปัจจัยหนึ่งของชีวิต” อีริก วัย 33 ปี ให้สัมภาษณ์ที่อาคารทรัมป์ ทาวเวอร์ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเขาและพี่ชายคนโต โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ ได้เข้าไปกุมบังเหียนขับเคลื่อนกิจการของครอบครัว หลังจากบิดากลายเป็นผู้นำทำเนียบขาว

“เราอาจเข้ามายืนตรงนี้เพราะระบบเครือญาติ แต่ที่เราอยู่ได้นั้นไม่ใช่เพราะความเป็นเครือญาติแน่นอน คุณก็ทราบว่าถ้าเราทำงานไม่ดี ไม่มีศักยภาพพอ ก็ยืนอยู่ในจุดนี้ไม่ได้” เขาอ้าง

ฟอร์บส์ได้สัมภาษณ์ อีริก ทรัมป์ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ก่อนที่ทำเนียบขาวจะประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อิวองกา ทรัมป์ บุตรสาวคนโตวัย 35 ปีของผู้นำสหรัฐฯ จะเข้าไปทำงานเป็น “ผู้ช่วยประธานาธิบดี” โดยไม่รับเงินเดือน แต่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงชั้นความลับสำคัญของประเทศได้อย่างเต็มที่

นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามและผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมต่างวิจารณ์ทรัมป์ ว่าการมอบตำแหน่งสำคัญให้คนในครอบครัวตัวเอง และไม่ยอมวางมืออย่างเด็ดขาดจาก “เดอะ ทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน” ซึ่งมีมูลค่านับพันๆ ล้านดอลลาร์

คุชเนอร์ วัย 36 ปี เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิทที่ ทรัมป์ ไว้ใจมากที่สุด และมีอิทธิพลต่อการวางนโยบายทั้งในและต่างประเทศ และเวลานี้เขาก็ได้เดินทางไปเยือนแบกแดดพร้อมกับ พล.อ.โจเซฟ ดันฟอร์ด ประธานเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ

นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของนิตยสารหนุ่มรายนี้ไม่มีประสบการณ์ทำงานการเมืองมาก่อนเช่นเดียวกับ ทรัมป์ แต่ก็ได้รับโอกาสจากพ่อตาให้เข้ามาทำงานในตำแหน่งอันทรงอิทธิพล

บาทบาทของ คุชเนอร์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังมีการเปิดเผยเอกสารที่ระบุว่า เขาและ อิวองกา ทรัมป์ ยังคงถือหุ้นในบริษัทของครอบครัวเป็นมูลค่าเกือบ 740 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่าจะมีเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ตามมาหรือไม่

ทรัมป์ ได้มอบหมายให้ลูกชาย 2 คนทำหน้าที่บริหารและตัดสินใจทางธุรกิจใน เดอะ ทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน ตั้งแต่เดือน มกราคมที่ผ่านมา แต่ยังปฏิเสธที่จะขายทรัพย์สินทั้งหมด หรือตั้งกองทุนทรัสต์ให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแล (blind trust) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องการทุจริตเอื้อประโยชน์

อีริก ทรัมป์ บอกกับฟอร์บส์ว่า บิดาคงจะไม่มอบภารกิจนี้ให้แก่เขาและพี่ชายวัย 39 ปี หากไม่เชื่อว่าพวกเขาทั้งสองจะทำได้

“ถ้าเป็นเมื่อ 8 ปีก่อน พ่อคงไม่ยอมแน่ๆ เราสองคนคงจะเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ในสายตาของท่าน”

“ผมหวังว่าวันนี้เราคงจะได้พิสูจน์ตัวเองให้ท่านเห็นแล้ว” เขาอ้าง

ความคิดเห็น

comments

About