Tuesday, 12/12/2017 | 2:40 UTC+7
i-News

พม่า-บังกลาเทศ ลงนามรับโรฮิงญากลับ 300 คนต่อวัน 20 ปี คงหมด

บังคลาเทศและพม่าได้ลงนามข้อตกลงในการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยา เกือบล้านคนที่หนีตายจากการปราบปรามทางทหารของพม่ามาอยู่ในค่ายลี้ภัยที่เมือง Cox’s Bazar ของบังกลาเทศ รมต.พม่าแย้มรับได้ 300 คนต่อวัน นักเคลื่อนไหวโอด 20 ปีคงหมด

กระทรวงต่างประเทศของพม่ายืนยันการลงนามในข้อตกลงในวันพฤหัสบดีที่(23 พฤศจิกายน)ผ่านมา แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

“ฉันไม่เห็นความชัดเจนว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะถูกส่งกลับประเทศอย่างไร ฉันไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้กลับไปที่หมู่บ้านเดิมของพวกเขาหรือไม่” นักกิจกรรมเพื่อชาวโรฮิงญา Nay San Lwin กล่าวกับอัลญะซีเราะห์

พร้อมเสริมว่าดูเหมือนว่าพวกเขาจะอยู่ในค่ายพักชั่วคราว และต่อมาพวกเขาจะถูกคุมขังอยู่ในค่ายเป็นเวลานานเช่นเดียวกับชาวโรฮิงญาในเมืองซิตเวย์ที่ต้องถูกกักตัวอยู่ในค่ายที่ทางการพม่าจัดตั้งขึ้นมานานกว่า 5 ปีแล้ว

นักกิจกรรมเพื่อชาวโรฮิงญากล่าวอีกว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอพยพ และสวัสดิการพม่ากล่าวว่าพวกเขาจะรับผู้ลี้ภัยได้สูงสุด 300 คนต่อวัน ดังนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับพม่า”

Scott Heidler ผู้สื่อข่าวอัลญะซีเราะห์รายงานจากกรุงย่างกุ้งของพม่าว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการกดดันของนานาชาติที่มีต่อพม่าอย่างต่อเนื่อง

Heidler กล่าวว่า “สำหรับพม่าเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะมันแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โรฮิงญา”

นักกิจกรรมเพื่อชาวโรฮิงญา Nay San Lwin กล่าวว่าผู้ลี้ภัยไม่ควรกลับพม่าหากสัญชาติ และสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขาไม่ได้รับการประกันจากพม่า

“บังคลาเทศไม่ควรส่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาไปยังพม่านอกจากจะได้รับการรับรองสัญชาติ และสิทธิขั้นพื้นฐาน คนที่หนีตายไปบังคลาเทศ ต้องอาศัยอยู่ในเรือนจำกลางแจ้งเป็นเวลาเกือบ 30 ปี แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะถูกส่งกลับไปยังค่ายกักกัน”

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้นำของพม่านางอองซาน ซูจี ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศบังคลาเทศเพื่อแก้ไขวิกฤติผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดแห่งยุคปัจจุบัน

ผู้คนกว่า 620,000 คนได้หลั่งไหลเข้ามาในบังคลาเทศตั้งแต่ 25 สิงหาคมซึ่งเป็นผลจากการปราบปรามทางทหารของพม่าซึ่งสหรัฐฯกล่าวในสัปดาห์นี้อย่างชัดเจนว่าเป็นการ “ล้างเผ่าพันธุ์กับชาวโรฮิงญา”

การเจรจาระหว่างซูจีกับฝ่ายบังคลาเทศได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเยือนทั้งสองประเทศของโป๊บฟรานซิส ซึ่งได้แสดงออกอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจต่อชาวโรฮิงญา

ความคิดเห็น

comments

About