i-News

อังกฤษตั้ง “ซาจิด จาวิด” เชื้อสายปากีฯ นั่งรมต.มหาดไทย

รัฐบาลอังกฤษตั้ง ซาจิด จาวิด ผู้อพยพเชื้อสายปากีสถานวัย 48 ปี ขึ้นตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย แทนคนเก่าที่ลาออกรับผิดชอบเหตุ เจ้าหน้าที่อังกฤษปฎิบัติอย่างเลวร้ายต่อผู้อพยพจากแถบทะเลแคริบเบียน โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับการรักษาพยายาล พร้อมขู่ถูกเนรเทศออกนอกอังกฤษ

สำนักข่าว DW ของเยอรมันรายงานว่า นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง ซาจิด จาวิด (Sajid Javid) อายุ 48 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยอังกฤษคนใหม่ โดยจาวิดเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการบริหารธนาคารดอยช์แบงก์มาก่อน และยังเคยทำงานในภาครัฐระดับท้องถิ่น

จาวิดเป็นลูกของผู้อพยพชาวปากีสถานที่เข้าอยู่อังกฤษ ซึ่งก่อนหน้าวันอาทิตย์(29) เขาเคยให้ความเห็นกับหนังสือพิมพ์อังกฤษ เดลี เทเลกราฟ เกี่ยวกับคดีวินด์รัชฉาวว่า “บางทีอาจเป็นผมก็ได้” และจาวิดกลายเป็นนักการเมืองชนกลุ่มน้อยอังกฤษรายแรกที่ได้รับตำแหน่งระดับรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของเมย์

ทั้งนี้ข่าวฉาวต่อการปฎิบัติอย่างเลวร้ายต่อผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในอังกฤษเป็นเวลานานหลายสิบปีกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อังกฤษมานานหลายวัน และได้สร้างเสียงตำหนิไปถึงรัฐบาลอังกฤษพรรคคอนเซอร์เวตีฟต่อการปฎิบัติที่เข้มงวดในนโยบายการเข้าเมืองของอังกฤษ

โดยเมื่อวันจันทร์ (30) อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยต้องขึ้นแจ้งต่อปัญหาที่อื้อฉาวที่รู้จักในนาม “คดีวินด์รัช” (Windrush Scandal) ต่อรัฐสภาอังกฤษ

ต้นตอปัญหาเกิดขึ้นเมื่อหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่า มีบางส่วนของกลุ่มผู้อพยพที่เดินทางมาจากกลุ่มประเทศทะเลแคริบเบียนในช่วงหลายสิบปีหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ และอาศัยอยู่ในอังกฤษเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แต่เมื่อไม่นานมานี้คนเหล่านี้ถูกปฎิเสธเข้ารับการรักษาในอังกฤษ หรือถูกเจ้าหน้าที่อังกฤษข่มขู่ที่จะเนรเทศออกนอกประเทศ เป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่แสดงถึงสิทธิในการอาศัยภายในอังกฤษอย่างถูกกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ได้

กลุ่มผู้อพยพได้รับผลกระทบเหล่านี้ถูกจัดอยู่ในพวกยุคเจนเนอเรชันวินด์รัช(Windrush generation) ซึ่งชื่อถูกตั้งตามเรือเดินสมุทร เดอะ เอ็มไพร์ วินด์รัช (Empire Windrush)เมื่อปี 1948 ที่นำผู้อพยพชาวแคริบเบียนจำนวนหลายร้อยคนเข้ามายังอังกฤษ ที่ในเวลานั้นอังกฤษต้องการแรงงานที่จะทำหน้าที่นางพยาบาล พนักงานรถไฟ เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังผ่านพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้อพยพเหล่านี้มาจากดินแดนอาณานิคมอังกฤษในแถบทะเลแคริบเบียน หรืออดีตดินแดนอาณานิคม และดังนั้นจึงได้รับสิทธิทางกฎหมายในทันทีในการได้รับอนุญาตให้อาศัยในอังกฤษได้

แต่พบว่ามีบางส่วนกลับถูกปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากกฎหมายใหม่ของรัฐบาลอังกฤษที่ออกมาในปี 2012 ซึ่งต้องการสร้างให้อังกฤษมีสภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรกับบรรดาผู้อพยพผิดกฎหมาย

แต่ทว่า กลุ่มผู้อพยพเข้าเมืองถูกกฎหมายเหล่านี้กลับถูกปฎิเสธการได้รับความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย การว่าจ้างงาน หรือการรักษาพยาบาลเนื่องมาจากข้อกำหนดที่บังคับให้ผู้ให้เช่า นายจ้าง และแพทย์ต้องตรวจสอบสถานภาพการอาศัยอยู่ในอังกฤษของคนเหล่านั้นก่อนให้การบริการ

และมีอีกบางส่วนถูกทางเจ้าหน้าที่อังกฤษบอกว่า พวกเขาอาศัยอยู่ในอังกฤษอย่างผิดกฎหมาย และข่มขู่ให้เดินทางออกนอกประเทศ

AP รายงานว่า ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เทเรซา เมย์ และรัฐมนตรมหาดไทยอังกฤษรัดด์ ต้องออกมาขอโทษต่อคนที่อยู่ในยุคเจนเนอเรชัน วินด์รัช โดยกล่าวว่า

ใครก็ตามที่เป็นผู้อพยพจากเครือจักรภพก่อนปี 1973 ที่ยังไม่ได้รับสถานภาพพลเมืองอังกฤษ จะได้รับ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยา

เดอะการ์เดียนได้เผยแพร่หนังสือราชการของรัดด์ที่ได้ทำขึ้นเพื่อแจ้งไปยังเมย์ ในเป้าหมายของการเพิ่มตัวเลขผู้อพยพที่ถูกขับออกนอกอังกฤษอีก 10% แต่ทว่าในสัปดาห์ก่อนหน้า รัดด์ได้แจ้งต่อสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ โดยอ้างว่ารัฐบาลอังกฤษไม่มีเป้าหมายต่อผู้อพยพ เพื่อเนรเทศคนเหล่านี้ออกนอกประเทศแต่อย่างใด ยกเว้นแต่บันทึกภายในปี 2017 ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแสดงเป้าหมายถึง “การบังคับการเนรเทศ” ซึ่งในขณะนั้นรัดด์อ้างว่า “เธอไม่เคยเห็นบันทึกภายในฉบับนี้มาก่อน”

รัฐบาลอังกฤษของพรรคคอนเซอร์เวตีฟตั้งเป้าหมายต้องการให้ผู้อพยพเข้าอังกฤษลดต่ำกว่า 10,000 คนต่อปี ลดมากกว่าจำนวนครึ่งหนึ่งของตัวเลขในปัจจุบัน

และคดีอื้อฉาวผู้อพยพแคริบเบียนสร้างความไม่สบายใจแก่บรรดาพลเมืองยุโรปที่อาศัยอยู่ในอังกฤษ ที่ต่างวิตกถึงสถานภาพการอาศัยอย่างเป็นทางการของตัวเองหลังจากที่อังกฤษแยกตัวออกมาจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการแล้ว ถึงแม้ว่ารัฐบาลอังกฤษจะเคยให้คำมั่นว่า พวกเขายังสามารถอยู่ในอังกฤษได้ต่อไป และให้สัญญาจะสร้างระบบกระบวนการลงทะเบียนที่ไม่ยุ่งยากสำหรับคนเหล่านี้

ความคิดเห็น

comments

About