i-News

กลุ่มบรรเทาทุกข์ในอิดลิบห่วง ความรุนแรงหลังเส้นตาย

เมื่อวันศุกร์ที่(12 ตุลาคม)ผ่านมาหน่วยงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้เตือนถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงหลังผ่านพ้นเส้นตายตามข้อตกลงระหว่าง “รัสเซีย – ตุรกี” ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ระบอบการปกครองบาชาร์ อัล-อัสซาด ที่รัสเซียหนุนหลัง และฝ่ายต่อต้านซีเรีย ที่ตุรกีหนุนหลัง ตกลงกันเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อจัดตั้งเขตกันชนขึ้นรอบจังหวัดอิดลิบ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย โดยระบุว่าเพื่อแยกกลุ่มหัวรุนแรง และกลุ่มก่อการร้าย ออกจากกองกำลังฝ่ายต่อต้านซีเรีย

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวกลุ่มที่ถูกกล่าวหาเป็นก่อการร้ายต้องออกจากเขตกันชนไปจนถึงวันจันทร์ที่(15 ตุลาคม) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพลเรือน 3 ล้านคน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการเคลื่อนย้ายใด ๆ

เมื่อวันศุกร์ที่(12)ผ่านมากลุ่มบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศที่ทำงานในอิดลิบ ได้เตือนว่าการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนี้อาจทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น และทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่

องค์กรบรรเทาทุกข์ในท้องถิ่นและ “พลเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือได้แสดงความกลัวว่า จะเกิดความรุนแรงที่อาจควบคุมได้ภายในสองสามวันถัดไป หากข้อตกลงดังกล่าวยุติลง การต่อสู้ การลอบสังหารอาจไม่อยู่แค่ในพื้นที่”

“แม้แต่การรุกรานทางทหารที่จำกัด จะส่งผลกระทบต่อพบเรือนนับร้อยนับพัน ๆ คน” CARE International, International Rescue Committee (IRC), Mercy Corps และ Save the Children กล่าวในแถลงการณ์

ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติ และหลาย ๆ คนก็พึ่งพาความช่วยเหลือมีเกือบครึ่งหนึ่งของผู้คนที่อาศัยอยู่ในอิดลิบ ได้หนีตายจากบ้านเกิดของตนเองในส่วนต่างๆ ของซีเรียหลังจากที่อยู่อาศัยถูกโจมตี

Lorraine Bramwell, ผู้อำนวยการ IRC ประจำซีเรียกล่าวว่า “หากข้อตกลงนี้ยุติลงในระยะอันใกล้นี้ และการปฏิบัติการทางทหารเริ่มต้นขึ้น พลเรือนหลายร้อยหลายพันคนจะดิ้นรนเพื่อรับความช่วยเหลือที่พวกเขาต้องการ”

สำหรับข้อตกลงนี้ กองกำลังสำคัญในอิดลิบ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่นำโดยอดีตกลุ่มพันธมิตรของอัลกออิดะห์ และกลุ่มนักรบอื่น ๆ จะต้องถอนตัวออกจากพื้นที่กันชนตามแผนภายในวันจันทร์นี้(15 ตุลาคม)

แต่ Hayat Tahrir Al-Sham (HTS) ยังไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการต่อข้อตกลงดังกล่าว และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์สงครามชาวอังกฤษได้ระบุว่ากลุ่มนักรบไม่ได้ถอนตัวออกจากเขตกันชน

“กลุ่มนักรบไม่ได้รับการปลดอาวุธเบา” กลุ่มสังเกตการณ์ซีเรียแห่งสิทธิมนุษยชนกล่าว

ผู้สื่อข่าว AFP กล่าวว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับข้อความข่มขู่เมื่อวันศุกร์บนโทรศัพท์มือถือของตนที่ส่งมาจากกองกำลังบาชาร์ อัล-อัสซาด

“หนีไปจากเครื่องบินรบ ชะตากรรมของพวกเขาถูกปิดผนึก และหมดลงแล้ว” หนึ่งในข้อความที่ถูกส่งมาระบุ

“อย่าปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายนำคุณไปเป็นโล่มนุษย์” อีกข้อความหนึ่งที่ถูกส่งถึงประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่กันชนตามข้อตกลง

กลุ่มนักรบ HTS จากพรรคอิสลามเติร์กเมนิสถาน และนักรบ Al-Qaeda และ Hurras Al-Deen ควบคุมพื้นที่ราว 2 ใน 3 ของพื้นที่ปลอดทหารตามข้อตกลง

ขณะที่ในพื้นที่ส่วนอื่นของซีเรีย แหล่งข่าวระบุว่าในเวลานี้ค่าย Yarmouk ที่ตั้งอยู่ชานกรุงดามัสกัสร้างจากผู้อยู่อาศัย หลังจากถูกโจมตีอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 7 ปี แต่ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่กองกำลังของบาชาร์ อัล-อัสซาด ได้ขับไล่นักรบฝ่ายต่อต้านซีเรียคนสุดท้ายในพื้นที่ออกไป กองกำลังของอัสซาดก็จัดกำลังยืนเฝ้าที่ทางเข้าค่าย โดยสวนใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตนเองจากฝุ่นในพื้นที่

บนถนนแคบ ๆ ภายในค่ายที่เป็นที่พักของชาวปาเลสไตน์ Mahmud Khaled หนึ่งในชาวปาเลสไตน์ที่เคยอาศัยอยู่ที่นั่นบอกว่า เขาได้กลับเข้ามาในพื้นที่ ช่วยดูแลรถปราบดิน และช่วยกับชาวปาเลสไตน์-ซีเรีย ในการทำความสะอาดพื้นที่

วิศวกรวัย 56 ปีสวมเสื้อเชิ้ตผ้าตาหมากรุกสีเทาอ่อนและสีขาวกล่าวว่า “ตอนที่เรามาที่นี่ครั้งแรกเรารู้สึกแย่มากกับสิ่งที่เราเห็น”

“แต่หลังจากที่เราเริ่มทำความสะอาดแล้วก็เริ่มดีขึ้น” Khaled กล่าว

ถนนหลักของค่าย Yarmuk ที่ขนาบข้างไปด้วยอาคารที่ถูกทำลายต้องปิดลงหลังจากการต่อสู้ที่รุนแรง

อาคารบางแห่งกลายสภาพเสมือนภูเขาสีเทา และเศษเหล็กที่โผล่ออกมา อาคารบางแห่งพื้นพังจนเห็นเหล็กห้อยลงมาจนเป็นอันตราย

“เราได้ย้ายซากปรักหักพังจำนวน 50,000 ลูกบาศก์เมตร และเปิดถนนสายหลักอีกครั้ง” Khaled กล่าว

ขณะที่ Khaled สำรวจย่านนี้รถปราบดินสีเหลืองตัดเศษปูนเข้าไปในรถบรรทุกสีแดงขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างหลังเขา

ประชาชนนับหมื่นได้หลบหนีจากค่าย Yarmuk ตั้งแต่ความขัดแย้งของซีเรียเริ่มต้นขึ้นในปี 2011 และกองกำลังของระบอบการปกครองบาชาร์ อัล-อัสซาด ได้ปิดล้อมค่ายในปีต่อมา

แต่จากล่าสุดที่มีการต่อสู้เพื่อขับไล่กลุ่มดาอิชเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมหน่วยงานสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ (UNRWA) กล่าวว่าไม่มีผู้อยู่อาศัยใดได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับไปในพื้นที่อีก

ที่มา อาหรับนิวส์

ความคิดเห็น

comments

About