Friday, 14/12/2018 | 2:47 UTC+7
i-News

ไทยแชมป์เหลื่อมล้ำสุดในโลก!

“บรรยง พงษ์พานิช” เปิดข้อมูลไทยแซงขึ้นอันดับหนึ่งประเทศเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก เทียบกับสองปีที่แล้วยังอยู่อันดับ 3 เผยเศรษฐีของประเทศยิ่งรวยขึ้น จากเดิมมีทรัพย์สินรวม 58.0% เพิ่มเป็น 66.9% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ ลั่นไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่คนรวยเพียง 1% แต่มีทรัพย์สินเกินครึ่งของประเทศ ส่วนคนจนสุด 10% มีทรัพย์สิน 0% เสนอใช้หลักการ “ทุนนิยมเสรีใหม่+รัฐสวัสดิการ” ช่วยแก้ปัญหา

เมื่อวันพุธ (5 ธันวาคม) นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Banyong Pongpanich” ถึงข้อมูลเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่สองปีก่อนไทยอยู่ดันดับที่ 3 แต่มาปีนี้ขึ้นแซงเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกไปแล้ว

มีรายละเอียดว่า …. “ไอ๊ย่ะ สองปีที่แล้วแค่ได้ขึ้นโพเดียม (อันดับสาม) ปีนี้ครองแชมป์โลกไปซะแล้ว ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ…5 ธ.ค. 2561 ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว …ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือนตุลาคม มีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงมากว่า ถ้านับในด้านความมั่งคั่ง (Wealth) แล้ว ไทยแลนด์แดนสารขัณฑ์ที่ได้อันดับสามในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย ฉลุยขึ้นป้ายอันดับหนึ่งได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซ้ำ

เมื่อสองปีที่แล้ว (2016) คนไทย (adult) 1% แรก (5 แสนคน) มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ มาปีนี้ (2018) 1% มีเพิ่มเป็น 66.9% รวยขึ้นอื้อเลยครับ …แซงรัสเซียที่ลดจาก78% เหลือแค่ 57.1% ตกไปเป็นที่ 2 ขณะที่ตุรกีมาแรงทั้งๆ ที่เศรษฐกิจห่วยแตกแต่คนรวยกลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เป็น 54.1% แซงอินเดียที่ตกไปเป็นที่ 4 จาก 58.4% เหลือแค่เพียง 51.5% …แล้วนอกจาก 4 ประเทศนี้ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่คนรวย 1% มีเกินครึ่ง …โดยประเทศที่ดีที่สุด คือ เบลเยียมที่ 1% มีแค่ 20.1% ตามด้วยออสเตรเลีย 22.4% (ดูตาราง 40 ประเทศด้านล่าง)

ที่รัสเซีย อินเดีย เศรษฐีจนลงก็พอเข้าใจได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนที่ย่ำแย่เป็นตัวฉุด …แต่ตุรกีนี่ก็มีวิกฤตไม่เบา สงสัยคุณแอร์โดอันแกออกนโยบายปกป้องพรรคพวกไว้ได้ดี เลยส่งผ่านผลวิกฤตกระจายให้คนจนได้มากกว่า …อย่างพี่ไทยที่ตีปี๊บว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว กำลังเข้าสู่ยุคโชติช่วงใหม่ เห็นตัวเลขนี้ก็คงพอเข้าใจได้ว่าทำไมรากหญ้ายังบ่นอู้ และที่เขาว่าแข็งบน-อ่อนล่างมันเป็นยังไง

พอไปดูรายละเอียดของตาราง (table 6.5) ยิ่งอยากเอาตีนก่ายหน้าผากเข้าไปใหญ่ …เพราะคนไทยที่จนสุด 10% มีทรัพย์สิน 0% (จริงๆ ถ้ารวมหนี้น่าจะติดลบนะครับ) …ขณะที่ถ้านับ 50% (25 ล้านผู้ใหญ่) ก็ยังมีแค่ 1.7% …และถ้าเอา 70% (35 ล้าน) ก็เพิ่มไปเป็นแค่ 5% …ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจหรอกครับเพราะว่าไอ้ 1% แรก (ห้าแสนคน) มันเอาไปหมด …แต่ที่น่ากังวลก็คือมันสะท้อนว่า คนครึ่งประเทศเป็นพวก “หาเช้ากินค่ำ” หรือไม่ก็ “เดือนชนเดือน” ไม่มีเหลือเก็บเหลือออม แล้วแถมกำลังจะแก่ก่อนมีเงินออมซะอีกด้วย

ถ้าไปดูตัวเลขค่าสัมประสิทธิ์ GINI ด้านความมั่งคั่ง (มาตรวัดการกระจาย ที่ค่าสูงสุด 100 หมายถึงคนเดียวเอาไปหมด ถ้า 0 แปลว่าทุกคนเท่ากันหมด) ตาม table 6.6 ก็ยืนยันว่าประเทศไทยนั้นเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก เพราะ GINI เราสูงถึง 90.2 ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นสถิติโลกที่คงหาคนทำลายได้ยาก

เห็นตัวเลข หลายคนคงจะยังสงสัยว่าวิธีการเก็บข้อมูล วิธีการสำรวจ วิธีการประเมินของ Credit Suisse น่าเชื่อถือและถูกต้องแค่ไหน หรือหลายคนอาจจะปลอบใจว่า นี่มันวัดละเอียดกันแค่ 40 ประเทศ ไอ้ประเทศจนๆ ในซับซาฮารา หรือพวกประเทศสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยเฉพาะที่พวกชีคเป็นเจ้าของทุกอย่างมันน่าจะแย่กว่าเรานะ …อย่างรายงานบอกว่าความมั่งคั่งรวมของคนไทยมีแค่ $505billion หรือ 16.5 ล้านๆ บาท ผมก็คิดว่ายังตกหล่นไปเยอะ เพราะเฉพาะทรัพย์สินทางการเงินรวมในตลาดก็มีขนาด 40 ล้านๆ บาทแล้ว ไม่รวมอสังหาและทรัพย์สินอื่นๆ ก็หวังว่าที่ตกหล่นน่ะส่วนใหญ่เป็นของคนจนนะครับ (กลัวจะตรงกันข้ามซะละมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ยืนยันว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เราอาจจะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทางการเงิน ทางการเมืองได้ดี แต่ถ้าไม่แก้เรื่องนี้ให้ได้ก็สุ่มเสี่ยงมากครับว่าเสถียรภาพทางสังคมจะมีปัญหา

ที่ยากที่จะกระจายก็เพราะว่ามันกระจุกแบบสุดๆ นี่แหละครับ ใครคิดว่า “รัฐสวัสดิการ” จะช่วยได้ ก็ต้องระวังแหล่งที่มาของเงินที่จะเอามากระจายด้วยนะครับ เพราะคนส่วนใหญ่ (80%) เขาก็หาได้แทบไม่พออยู่แล้ว ครั้งจะเอาจากพวก 1% ก็ต้องฝ่ากระบวนการล็อบบี้อันทรงอิทธิพลของเหล่าเจ้าสัวให้ได้ และต้องระวังเขาหอบทรัพย์หนีออกนอกประเทศกันหมดด้วย บางคนบอกว่าเอาจากงบทหารแล้วกัน ทำอย่างนั้นก็เหมือนอยู่บ้านไม้เก่าๆ โทรมๆ แล้วยังไม่ยอมจ่ายเงินซื้อประกันไฟอีก …มันเสี่ยงนาครับ

ถามผมว่าอะไรคือคำตอบ …ผมก็ขอนำเสนอว่าให้ใช้หลักการ ทุนนิยมเสรีใหม่+รัฐสวัสดิการ (Neoliberalism+Welfare) นี่แหละครับ สร้างทั้งความเติบโต พร้อมกับการกระจายไปด้วยกัน สังคมนิยม (Socialism) พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ก Keynesian กับเศรษศาสตร์พัฒนาการที่นำโดยรัฐก็พาเรามาได้แค่นี้แล้วก็ติดกับมาเป็นสิบปีอย่างที่เห็นน่ะครับ ถ้าดันทุรังกันแบบเดิมๆ แผนยุทธศาสตร์จะกลายเป็นแผนฉุดกระชากชาติไป

รายละเอียดเป็นอย่างไร ต้องสารภาพว่าผมก็ไม่รู้หมดหรอกครับ แถมการขับเคลื่อนก็ยากเย็น (ก็ไอ้พวก 1% มันไม่ยอมง่ายๆ นี่ครับ) ผมเองก็พิสูจน์แล้วว่าทำไม่เป็น ทำไม่สำเร็จ …ไม่งั้นป่านนี้ไปลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วครับ

ความคิดเห็น

comments

About