ผู้นำสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจด้วยการเพิ่มงบกลาโหมของสหรัฐฯมโหฬารถึง 10% หรือ 54,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้อเครื่องบิน เรือ และเพิ่มกำลังรบ ขณะเดียวกันก็หั่นงบประมาณก้อนโตพอกันจากพวกโครงการด้านสังคมภายในประเทศและความช่วยเหลือที่ให้แก่ต่างประเทศ ปรากฏว่าเจอการคัดค้านจากรีพับลิกันและเดโมแครต ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาอดีตนายทหารสำคัญกว่า 120 คนยังร่วมกันเรียกร้องให้รัฐสภาคงการใช้จ่ายสำหรับภารกิจทางการทูตและความช่วยเหลือต่างประเทศ ระบุช่วยปกป้องความปลอดภัยของทหารอเมริกันและอเมริกา
ร่างพิมพ์เขียวงบประมาณของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนในเดือนพฤษภาคม มุ่งเติมเต็มคำสัญญาที่เขาให้ไว้ระหว่างการหาเสียง ที่ว่าจะเพิ่มงบประมาณอย่างขนานใหญ่ให้แก่กระทรวงกลาโหม
ขณะที่โครงการภายในประเทศ โดยเฉพาะโครงการของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม และมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ คือสิ่งที่จะต้องถูกปรับลดลง 54,000 ล้านดอลลาร์ ที่จะไปทุ่มให้เพนตากอน
ทั้งนี้ โครงการภายในประเทศที่จะได้รับการยกเว้นไม่ถูกตัดลด ได้แก่ โครงการสำหรับทหารผ่านศึก การรักษาความปลอดภัยชายแดน งานการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
ทรัมป์แถลงต่อกลุ่มผู้ว่าการมลรัฐที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ (27) ว่า งบประมาณของตนจัดทำนี้ ครอบคลุมการเพิ่มงบการทหารครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อฟื้นฟูกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังถดถอย รวมทั้งยังเป็นการส่งสาส์นถึงประเทศอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความแข็งแกร่ง ความมั่นคง และความเด็ดเดี่ยวของอเมริกา
อย่างไรก็ตาม แผนงบประมาณของทรัมป์ถูกโจมตีจากพรรคเดโมแครต ขณะที่รีพับลิกันมีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน อาทิ จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกแอริโซนา ที่บอกว่า ข้อเสนอของทรัมป์แทบไม่มีผลอะไรต่อเพนตากอนและนโยบายการคลังแบบอนุรักษนิยม มิหนำซ้ำยังต่ำกว่าที่คาดไว้เกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์ และถือว่า เพิ่มขึ้นจากงบประมาณสำหรับเพนตากอนที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยเสนอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะเดียวกัน พวกผู้สนับสนุนโครงการภายในประเทศ ก็พากันกังวล กระทั่งทำเนียบขาวต้องแจกแจงว่า ไม่ใช่โครงการภายในประเทศเท่านั้น แต่ความช่วยเหลือต่างประเทศก็ถูกตัดงบจำนวนมากพอกัน ที่สำคัญจะไม่มีการแตะต้องโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากอย่างสวัสดิการสังคมหรือระบบประกันสุขภาพ
มิก มัลวานีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณทำเนียบขาว แจงว่า การเพิ่มงบการทหารจะทำให้งบประมาณกระทรวงกลาโหมรวมเพิ่มเป็น 603,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ยังไม่รวมงบการปฏิบัติการทางทหารในต่างแดนจำนวนอีกหลายพันล้านดอลลาร์
ถึงแม้ในแต่ละปี อเมริกายังคงเป็นชาติที่ใช้จ่ายด้านทางทหารสูงที่สุดในโลกเรื่อยมา แถมยังทิ้งห่างชาติอื่นๆ ถึงขนาดที่นำเอางบกลาโหมของ 7 ประเทศซึ่งอันดับรองลงมาบวกกันเข้าก็ยังน้อยกว่าของสหรัฐฯ แต่บรรดาผู้นำในกองทัพยังไม่วายโอดครวญซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เครื่องบินกำลังเสื่อมสภาพ เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐสภายังได้รับแจ้งว่า เครื่องบินประจำตำแหน่งประธานาธิบดีมีอายุเฉลี่ยถึง 27 ปีในขณะนี้ และอะไหล่คงคลังกว่าครึ่งของแอร์ฟอร์ซ วันมีอายุมากพอจะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุในรัฐเวอร์จิเนียได้แล้ว
มัลวานีย์สำทับว่า ข้อเสนอของทรัมป์เป็นงบประมาณฉบับแรกของอเมริกาที่แสดงให้เห็นว่า ประธานาธิบดีรักษาสัญญาที่ให้ไว้ เนื่องจากในข้อเสนอนี้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูกองทัพ ซึ่งรวมถึงศักยภาพนิวเคลียร์ การปกป้องประเทศ และการรักษาความปลอดภัยชายแดน
ทว่า ส.ว. ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ชี้ว่า ร่างพิมพ์เขียวงบประมาณฉบับนี้ฟ้องว่า ทรัมป์ละเมิดสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ใช้แรงงานด้วยการตัดงบประมาณสำหรับโครงการที่เป็นประโยขน์ต่อชนชั้นกลาง
ถึงแม้เวลานี้พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่ไม่จำเป็นว่า รีพับลิกันจะต้องเห็นดีเห็นงามกับข้อเสนองบประมาณของทรัมป์เสมอไป และเป็นที่คาดกันว่ารัฐสภาจะใช้เวลาอภิปรายเรื่องนี้กันนานเป็นแรมเดือน
ขณะเดียวกัน อดีตนายทหารระดับพลเอกกว่า 120 คน ซึ่งรวมถึงเดวิด เพเทรอัส อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) และพลเรือเอกเจมส์ สตาฟริดิส อดีตผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตรนาโต ร่วมกันทำจดหมายเรียกร้องให้รัฐสภาอัดฉีดภารกิจทางการทูตและความช่วยเหลือต่างประเทศอย่างเต็มที่เช่นเดิม เนื่องจากโปรแกรมเหล่านี้มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของอเมริกา การป้องกันความขัดแย้ง และยังลดความจำเป็นในการส่งทหารอเมริกันเข้าไปในพื้นที่อันตราย
ทั้งนี้ สหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงต่างประเทศและโครงการความช่วยเหลือต่างประเทศปีละ 50,000 ล้านดอลลาร์โดยประมาณ
